Loading
WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

มาไค

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

อาเกนอร์

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

แอนโดรมีด้า

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

ไคมีร่า

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

เฮเดส

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

โครนอส

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

ไมโนทอร์

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

เพอร์ซีอุส

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

ซีอุส

WRATH OF THE TITANS

WRATH OF THE TITANS - See it in IMAX® 3D and RealD® 3D

29 มีนาคม

เอเรส

WRATH OF THE TITANS

Feel The Wrath

เกี่ยวกับภาพยนตร์

แซม เวอร์ธิงตัน, ราล์ฟ ฟีนส์ และ เลียม นีสัน รับบทแสดงเป็นเทพแห่งสงครามอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “Wrath of the Titans” ภายใต้การกำกับของโจนาธาน ลายเบสแมน หนึ่งทศวรรษหลังจากความพ่ายแพ้อย่างหาญกล้าของเจ้าอสูรกายคราเก็น, เพอร์ซีอุส บุตรแห่งมนุษย์และมหาเทพของซีอุสที่พยายามใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยการเป็นชาวประมงในหมู่บ้าน และเป็นบิดาในการเลี้ยงดู เฮลีอุส ลูกชายวัย 10 ปีของเขา ในขณะเดียวกัน การต่อสู้เพื่ออำนาจอันยิ่งใหญ่ระหว่างเหล่าทวยเทพและไททัน เกิดความอ่อนแอและเป็นภัยจากการเสียความศรัทธาจากเหล่ามนุษย์ บรรดาเทพเสียการควบคุมมหาเทพที่ถูกจองจำและผู้นำที่โหดร้ายของพวกเขาอย่าง โครนอส บิดาแห่งพี่น้องผู้ปกครองอันยาวนาน ที่ประกอบด้วย ซีอุส เฮเดส (ฟีนส์) และ โพไซดอน (แดนนี่ ฮุสตัน) การปกครองแบบสามองค์ต้องทำการล้มล้างอำนาจที่มีมาอย่างยาวนานของพ่อผู้ทรงอำนาจของพวกเขา ปล่อยให้เขาเน่าสลายอยู่ในอเวจีแห่งความเศร้าของ ทาร์ทารุส คุกใต้ดินที่อยู่ลึกภายในโพรงขนาดใหญ่และมืดมิดใต้ผืนโลก เพอร์ซีอุสไม่อาจเพิกเฉยต่อการเรียกร้องอันแท้จริงของเขาได้ เมื่อเฮเดสพร้อมกับ เอเรส (เอ็ดการ์ รามิเรซ) บุตรแห่งเทพของซีอุส พลิกฝ่ายและเห็นพ้องกับโครนอสเพื่อจับกุมซีอุส พลังแห่งมหาเทพแข็งแกร่งขึ้นเมื่อพลังแห่งเทพเจ้าที่มีอยู่ของซีอุสถูกดูดออกไป และห้วงนรกถูกปลดปล่อยมายังโลก จากการช่วยเหลือของนักรบราชินีแอนโดรมีด้า (โรซามันด์ ไพค์) อาร์กีนอร์ ลูกชายแห่งมนุษย์และมหาเทพโพไซดอน (โทบี้ เค็บเบล) และเทพเจ้าผู้สูญสิ้น เฮไฟทัส (บิล ไนฮี่) เพอร์ซีอุสร่วมลงมืออย่างกล้าหาญในภารกิจเสี่ยงภัยแห่งใต้ผืนโลกเพื่อช่วยชีวิตซีอุส ล้มล้างอำนาจมหาเทพและพิทักษ์เหล่ามนุษยชาติ โจนาธาน ลายเบสแมน (“Battle: Los Angeles”) กำกับภาพยนตร์จากบทภาพยนตร์ของ แดน แมซิว และ เดวิด เลสลาย จอห์นสัน และ สตีเฟ่น ไนท์ เรื่องราวโดย เกร็ก เบอร์ลานติ และ เดวิด เลสลี่ จอห์นสัน และ แดน แมซิว อ้างอิงจากผลงานของ เบเวอร์ลี่ คลอส ภาพยนตร์อำนวยการสร้างโดย บาซิล อีแวนิค (“The Town”) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “Clash of the Titans” ที่ผ่านมาและ พอลลี่ โคเฮ็น จอห์นเซ็น (“Cats & Dogs: The Revenge of Kitty Galore”). ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ โธมัส ทัล, จอน แจชนี่, วิลเลียม เฟย์, คอลลัม แม็คโดกอล, เควิน เดอ ลา นอย และ หลุยส์ เลเทอร์เรียร์ แซม เวอร์ธิงตัน (“Avatar”) และราล์ฟ ฟีนส์ ผู้เข้าชิงรางวัล Academy Award® (“The English Patient,” ภาพยนตร์เรื่อง “Harry Potter”) และ เลียม นีสัน (“Schindler’s List,” “Unknown”) รับบทแสดงนำพร้อมด้วยนักแสดงระดับโลกอย่าง แดนนี่ ฮัสตัน (“Robin Hood”); เอ็ดการ์ รามิเรซ (“The Bourne Ultimatum,” ภาพยนตร์มินิซีรี่ส์ทางทีวี เรื่อง “Carlos”); บิล ไนฮี่ (“Harry Potter and the Deathly Hallows – Part 1”); โทบี้ เค็บเบล (“Prince of Persia: The Sands of Time”) และโรซามันด์ ไพค์ (“Barney’s Version”) ทีมงานเบื้องหลังฉากผู้ทำให้อภิมหาตำนานมีชีวิตขึ้นมา ประกอบด้วย ผู้กำกับภาพ เบ็น เดวิส (“The Rite,” “Kick Ass”); ผู้ออกแบบฉาก ชาร์ลส วูด (“The Italian Job,” “The A-Team”); ผู้ลำดับภาพเจ้าของรางวัล Academy Award® มาร์ติน วอล์ช (“Chicago,” “V for Vendetta”) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เจนี่ เทมิเม (ภาพยนตร์ชุด “Harry Potter”) ภาพยนตร์เรื่อง “Clash of the Titans 2” เป็นการกลับมาร่วมงานกันของทีมงานผู้มากความสามารถจากภาพยนตร์เรื่องก่อน ประกอบด้วย ผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® นิค เดวิส (“The Dark Knight,”); ผู้ควบคุมการแต่งหน้าเทียมผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® คอนอร์ โอ’ซัลลิแวน (“The Dark Knight,” “Saving Private Ryan”) และผู้ควบคุมสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์และแอนิเมชั่นผู้ชนะรางวัล Academy Award® นีล คอร์โบลด์ (“Gladiator”) รวมถึงผู้ออกแบบการแต่งหน้าในฉากผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® พอล เอ็นเกเล็น (“Frankenstein,” “Robin Hood”) และผู้ออกแบบทรงผม เควิน อเล็กซานเดอร์

 

เกี่ยวกับภาพยนตร์

แซม เวอร์ธิงตัน

แซม เวอร์ธิงตัน (เพอร์ซีอุส) หนึ่งในนักแสดงนำชายที่มีงานชุกมากที่สุดในปัจจุบัน เขากลับมารับบทบาทที่เคยแสดงไว้ในภาพยนตร์ยอดนิยมเมื่อปี 2010 เรื่อง “Clash of the Titans” เมื่อไม่นานนี้เขารับบทแสดงในภาพยนตร์ดราม่าระทึกขวัญ เรื่อง “Man on a Ledge” ภาพยนตร์ที่กำลังจะฉายของเวอร์ธิงตัน ได้แก่ ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามอิรักแนวดราม่าของไซมอน เวสต์ เรื่อง “Thunder Run” ที่ร่วมงานกับเจอราร์ด บัตเลอร์ และภาพยนตร์ของชาวออสเตรเลีย เรื่อง “Drift”
เวอร์ธิงตันเป็นดาราดาวรุ่งระดับโลกอย่างรวดเร็วจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์ที่โด่งดังอย่างถล่มทลายแห่งปี 2009 เรื่อง “Avatar” ผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน ได้คัดเลือกนักแสดงให้มารับบทสำคัญ เจค สคัลลี่ ในภาพยนตร์ผจญภัยแนวไซ-ไฟเรื่องดังของเขาด้วยตัวเอง ต่อมาภาพยนตร์กวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 2.7 พันล้านเหรียญ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่กวาดรายได้สูงสุดตลอดกาล
เวอร์ธิงตันเป็นชาวออสเตรเลียแต่กำเนิด เขาสำรเจการศึกษาจาก National Institute of Dramatic Art (NIDA) สถาบันอันทรงเกียรติของซิดนีย์เมื่อปี 1998 เขาเริ่มการเป็นนักแสดงจากการแสดงเวทีในการแสดงเรื่อง “Judas Kiss” กำกับโดย นีล อาร์มฟีล์ด ของ Company B ที่ Belvoir Street Theatre
เมื่อปี 2000 เวอร์ธิงตันได้ฤกษ์ดีในการแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกด้วยการรับบทแสดงนำในภาพยนตร์ของชาวออสเตรเลีย เรื่อง “Bootmen” การแสดงของเขาทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Australian Film Institute (AFI) Award สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขาต่อมาเป็นภาพยนตร์ของชาวออสเตรเลีย เรื่อง “Dirty Deeds” ที่ได้ร่วมงานกับจอห์น กูดแมน, โทนี่ คอลเล็ตต์ และ แซม นีล ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Film Critics Circle of Australia (FCCA) Award สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และเรื่อง “Gettin’ Square” ที่ร่วมงานกับเดวิด เว็นแฮม และเขายังปรากฏตัวในภาพยนตร์แนวดราม่าเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อง “Hart’s War” นำแสดงโดย บรูซ วิลลิส
แต่เพราะการแสดงของเขาที่ซับซ้อนในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ของเคต ชอร์ตแลนด์และภาพยนตร์โฆษณาที่ประสบความสำเร็จ เรื่อง “Somersault” ที่ทำให้เวอร์ธิงตันได้รับความสนใจจากทั่วโลก เขาได้รับรางวัล AFI Award สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล FCCA Award เป็นครั้งที่สอง นอกจากนั้นภาพยนตร์ยังกวาดชัยชนะแห่งปีด้วยรางวัล AFI Awards ใน 13 สาขาทั้งหมด ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกแห่งประวัติศาสตร์การรับรางวัล
ต่อมาเวอร์ธิงตันรับบทแสดงนำในภาพยนตร์ร่วมสมัยผลงานของเจฟฟรีย์ ไรท์ เมื่อปี 2006 ที่ดัดแปลงมาจากผลงานของเช็คสเปียร์ เรื่อง “Macbeth” และเขาได้แสดงภาพยนตร์ร่วมกับคริสเตียน เบล ในภาพยนตร์แอ็คชั่นระทึกขวัญผลงานของแม็คจี เรื่อง “Terminator Salvation” ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขายังรวมถึงภาพยนตร์ของจอห์น ดาห์ล เรื่อง “The Great Raid” และภาพยนตร์แนวอินดี้เรื่อง “The Debt” ของผู้กำกับจอห์น แมดเด็น และเรื่อง “Last Night” ที่แสดงร่วมกับคีร่า ไนท์ลีย์
สำหรับผลงานทางทีวี เมื่อไม่นานนี้เวอร์ธิงตันมีชื่อเสียงโด่งดังด้วยการแสดงแนวแอ็คชั่นในโฆษณาวีดีโอเกม “Call of Duty: Modern Warfare 3” ร่วมกับโจนาห์ ฮิล ผลงานทางทีวีของชาวออสเตรเลียที่มีชื่อเสียงเมื่อไม่นานนี้ ได้แก่ การรับบทแสดงนำในซีรี่ส์ที่คว้ารางวัลมาแล้ว 2 เรื่องอย่าง “Love My Way” และ “The Surgeon” และได้แสดงในซีรี่ส์ที่รวบรวมผลงานของหลายนักเขียนเอาไว้ในเรื่อง “Delivery Man” ตอน “Two Twisted” อำนวยการสร้างโดย ไบรอัน บราวน์

 

ราล์ฟ ฟีนส์

ราล์ฟ ฟีนส์ (เฮดีส) เมื่อไม่นานนี้เขาได้แสดงเป็นลอร์ดโวลเดอมอร์ในภาพยนตร์ เรื่อง “Harry Potter and the Deathly Hallows – ภาค 2” ตอนจบของภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องดัง ฟีนส์ยังได้แสดงเป็นโวลเดอมอร์ในเรื่อง “Harry Potter and the Goblet of Fire,” “Harry Potter and the Order of the Phoenix” และ “Harry Potter and the Deathly Hallows – ภาค 1”
สำหรับผลงานในเร็วๆ นี้ ฟีนส์แสดงในภาพยนตร์ผลงานของไมค์ เนเวลที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ชาร์ลส ดิคเค็นส์ เรื่อง “Great Expectations” ได้ร่วมงานกับเฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ และ เจเรมี่ เออร์วิน และในภาพยนตร์ที่ได้รับการคาดหวังอย่างสูง เรื่อง “Skyfall” ภาพยนตร์ต่อจากซีรี่ส์เรื่อง Bond จากผู้กำกับแซม เม็นเดส เมื่อไม่นานนี้เขากำกับภาพยนตร์ระทึกขวัญเกี่ยวกับเรื่องการเมืองในของเช็คสเปียร์ในเวอร์ชั่นร่วมสมัย เรื่อง “Coriolanus” โดยเขาแสดงเป็นเจอราร์ด บัตเลอร์ และ เวเนสซ่า เรดเกรฟ ในปี 2010 ฟีนส์รับบทแสดงเป็นเฮดีสครั้งแรกในภาพยนตร์ยอดนิยม เรื่อง “Clash of the Titans” ร่วมกับเลียม นีสัน และ แซม เวอร์ธิงตัน
ฟีนส์เป็นเกียรติได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award® สองครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 1994 สำหรับการแสดงของเขาในผลงานของสตีเฟ่น สปีลเบิร์กที่ได้รับรางวัล Oscar® สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เรื่อง “Schindler’s List” การแสดงเป็น อามอน โกธ ผู้บังคับบัญชาพรรคนาซีผู้เยือกเย็นของฟีนส์ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe และ BAFTA Award รวมถึงรางวัลสาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยมอันทรงเกียรติจากกลุ่มผู้วิจารณ์หลายกลุ่ม ได้แก่ National Society of Film Critics และ New York, Chicago, Boston and London Film Critics associations 4 ปีต่อมาฟีนส์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® เป็นครั้งที่สอง สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ในภาพยนตร์ผลงานของแอนโธนี่ มิงเฮลล่าที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เรื่อง “The English Patient” เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe และ BAFTA Award รวมถึงรางวัล Screen Actors Guild (SAG) Award® อีกสองรางวัล รางวัลหนึ่งในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และอีกรางวัลร่วมรับกับเหล่านักแสดงในภาพยนตร์
นอกจากนั้นฟีนส์ยังคว้ารางวัล British Independent Film Award, Evening Standard British Film Award และ London Film Critics’ Circle Award รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA Award สำหรับผลงานในภาพยนตร์แนวดราม่าเมื่อปี 2005 เรื่อง “The Constant Gardener” กำกับโดย เฟอร์นันโด เมเรลเลส ในปี 2008 เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล British Independent Film Award สองรางวัลในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมทั้งคู่ สำหรับการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “The Duchess” ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe และ “In Bruges” นอกจากนั้นเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy, Golden Globe และ SAG Award® สำหรับผลงานในภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง “Bernard and Doris” ที่ร่วมงานกับซูซาน ซารานดอน
ผลงานภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของเขาหลายเรื่อง ได้แก่ ภาพยนตร์แนวดราม่าที่คว้ารางวัล เรื่อง “The Reader” ที่ร่วมงานกับเคท วินสเลต; ภาพยนตร์ของแคทธริน บิเกโลว์ ที่คว้ารางวัล Oscar® เรื่อง “The Hurt Locker”; ภาพยนตร์ของเจมส์ ไอวอรี่ เรื่อง “The White Countess”; ภาพยนตร์แอนิเมชั่นผลงานของอาร์ดแมนที่คว้ารางวัล Oscar® เรื่อง “Wallace & Gromit in The Curse of the Were-Rabbit”; “Red Dragon”; ภาพยนตร์ที่กำกับโดย นีล จอร์แดน เรื่อง “The End of the Affair” และ “The Good Thief”; ภาพยนตร์ของเดวิด โครเน็นเบิร์ก เรื่อง “Spider”; ภาพยนตร์ของมาร์ธา ฟีนส์ เรื่อง “Chromophobia” และ “Onegin”; ภาพยนตร์ของอิสแซง ซาโบ “Sunshine”; “Maid in Manhattan”; ภาพยนตร์แอนิเมชั่น เรื่อง “The Prince of Egypt”; “The Avengers”; “Oscar and Lucinda”; ภาพยนตร์ของบิเกโลว์ เรื่อง “Strange Days”; ภาพยนตร์ของโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เรื่อง “Quiz Show” และ “Wuthering Heights” ที่เป็นภาพยนตร์ของเขาเรื่องแรก
ฟีนส์สำเร็จการศึกษาจาก Royal Academy of Dramatic Art เขาเริ่มอาชีพการแสดงที่โรงละครในลอนดอน รวมถึงการร่วมงานกับ Royal Shakespeare Company (RSC) สองฤดูกาล เมื่อปี 1995 ฟีนส์ถูกเปิดตัวด้วยบทบาทของแฮมเล็ท ในการแสดงของเช็คสเปียร์ที่เป็นผลงานของโจนาธาน เคนต์ การแสดงได้รับรางวัล Tony Award เมื่อมีการแสดงที่บรอดเวย์ ผลงานละครเวทีที่มีชื่อเสียงหลังจากนั้น ได้แก่ “Ivanov” ภายใต้การกำกับของเคนต์อีกครั้ง; การรับบทแสดงนำในการแสดงของเช็คสเปียร์ เรื่อง “Richard II” และ “Coriolanus”; การแสดงของคริสโตเฟอร์ แฮมป์ตัน เรื่อง “The Talking Cure” ที่เขาเป็นผู้เริ่มบทบาทของคาร์ล จุง; รับบทแสดงในการแสดงของอิบเซ็น เรื่อง “Brand” ที่ RSC และ “Julius Caesar” ที่รับบทเป็นมาร์ค แอนโธนี่
ในปี 2006 เขากลับไปร่วมงานกับโจนาธาน เคนต์เพื่อแสดงในภาพยนตร์ของไบรอัน ไฟรเอล เรื่อง “Faith Healer” ที่มีการเปิดตัวที่ดับลินก่อนย้ายไปแสดงที่บรอดเวย์ โดยฟีนส์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Tony สำหรับการแสดงของเขา ในปี 2008 ฟีนส์แสดงที่ West End เป็นครั้งแรกในผลงานของยาสมินะ รีซ่า เรื่อง “God of Carnage” หลังจากปีนั้นเขาได้แสดงเดี่ยวในผลงานของซามูเอล เบ็คเค็ตต์ เรื่อง “First Love” ที่ New York’s Lincoln Center แห่งนิวยอร์ค ตามมาด้วยการแสดงของเคนต์ เรื่อง “Oedipus” ที่ National Theatre ในลอนดอน ฟีนส์กลับมาแสดงที่ West End อีกครั้งในเดือนสิงหาคมปี 2011 เพื่อแสดงในผลงานของเช็คสเปียร์ เรื่อง “The Tempest” กำกับโดย เทรเวอร์ นันน์

 

เลียม นีสัน

เลียม นีสัน (ซุส) เป็นนักแสดงเจ้าของรางวัลผู้เป็นที่ยอมรับในผลงานการแสดงทั่วโลก ทั้งจากภาพยนตร์ของสตูดิโอยักษ์ใหญ่ชื่อดังและภาพยนตร์แนวอินดี้ที่ได้รับคำชม เขามีชื่อเสียงจากการแสดงบทบาทที่สมจริงซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 3 บทบาท นีสันได้รับรางวัล Academy Award® ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe และ BAFTA Award สำหรับการแสดงของเขาที่รับบทเป็น ออสการ์ ชินด์เลอร์ ในภาพยนตร์ของสตีเฟ่น สปีลเบิร์กที่คว้ารางวัล Oscar® เมื่อปี 1993 เรื่อง “Schindler’s List” สามปีต่อมาเขารับบทแสดงนำในภาพยนตร์อัตชีวประวัติ ผลงานของนีล จอร์แดน เรื่อง “Michael Collins” ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe และคว้ารางวัล Evening Standard British Film Award และรางวัล Volpi Cup ที่งาน Venice Film Festival เมื่อปี 1996 สำหรับการแสดงที่น่าประทับใจของเขาในบทบาทของฮีโร่สาธารณรัฐไอริชในปี 2004 นีสันรับบทแสดงเป็น อัลเฟรด คินซีย์ นักวิจัยด้านเพศที่สร้างการถกเถียงในภาพยนตร์ของบิล คอนดอน เรื่อง “Kinsey” ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe เป็นครั้งที่ 3 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Independent Spirit Award และคว้ารางวัล Los Angeles Film Critics Award
ต่อมานีสันแสดงในภาพยนตร์แอ็คชั่นของปีเตอร์ เบิร์ก เรื่อง “Battleship” และเขาได้แสดงในภาพยนตร์แอ็คชั่นระทึกขวัญที่ได้รับการคาดหวังอย่างสูง ผลงานของคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง “The Dark Knight Rises” ในช่วงต้นปีนี้ เขาแสดงในภาพยนตร์ระทึกขวัญของโจ คาร์นาฮาน เรื่อง “The Grey” ที่ครองอันดับ 1 บ็อกซ์ ออฟฟิศในช่วงเปิดตัวสุดสัปดาห์ ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของเขาก่อนหน้านั้น ได้แก่ ภาพยนตร์ระทึกขวัญของฮวม คอลเล็ต-เซอร์ร่า เรื่อง “Unknown”; ภาพยนตร์ระทึกขวัญของพอล แฮ็กกิส เรื่อง “The Next Three Days”; ภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่อง “The A-Team”; ภาพยนตร์มหากาพย์แห่งตำนาน เรื่อง “Clash of the Titans” และภาพยนตร์ระทึกขวัญ เรื่อง “Taken” รวมถึงภาพยนตร์อินดี้เรื่อง “Chloe” กำกับโดย อะตอม อีโกยาน และ “After.Life”
นีสันยังเป็นที่รู้จักของแฟนๆ จากผลงานภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องดัง 2 เรื่อง ได้แก่ การรับบทแสดงเป็นอาจารย์เจได ไคว-กอน จินน์ ในเรื่อง “Star Wars: Episode 1 – The Phantom Menace” และรับบทเป็นเฮนรี่ ดูคาร์ด ผู้ลึกลับในภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง “Batman Begins” นอกจากนั้นนีสันยังให้เสียงพากย์เป็นตัวละคร อัสลาน ของเรื่อง “The Chronicles of Narnia” ตอน “The Lion, the Witch and the Wardrobe,” “Prince Caspian” และ “The Voyage of the Dawn Treader”
นีสันเกิดที่ไอร์แลนด์ เขาเริ่มอาชีพการแสดงเมื่อปี 1976 กับ Lyric Players Theatre ในเบลฟาสต์ และทำการแสดงเป็นอาชีพครั้งแรกในผลงานของโจเซฟ พลันเค็ตต์ เรื่อง “The Risen People” หลังจากนั้น 2 ปีเขาได้ร่วมงานกับ คณะนักแสดงละครเพลงที่มีชื่อเสียงของ Abbey Theatre ในดับลิน เขาปรากฏตัวในการแสดงของไบรอัน ไฟรเอล เรื่อง “Translations” ต่อมาขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากการแสดงในภาพยนตร์ของฌอน โอ’เคซีย์ เรื่อง “The Plough and the Stars” ที่ Royal Exchange Theatre ในแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ
ปี 1980 ผู้กำกับจอห์น บัวร์แมน สะดุดตานนีสันในบทบาทของเล็นนี่จากภาพยนตร์ของจอห์น สทีนเบ็ค เรื่อง “Of Mice and Men” และคัดตัวเขาให้มาแสดงในมหากาพย์ภาพยนตร์ยุคกษัตริย์อาร์เธอร์ เรื่อง “Excalibur” ในช่วง 10 ปีนั้นนีสันได้แสดงบทบาทที่มีความหลากหลาย เช่น ในภาพยนตร์ของโรเจอร์ โดนัลด์สัน เรื่อง “The Bounty”; ภาพยนตร์ของโรแลนด์ จอฟฟ์ เรื่อง “The Mission”; รับบทแสดงนำในเรื่อง “Lamb”; ภาพยนตร์ของอังเดร คอนชาลอฟสกี้ เรื่อง “Duet for One”; “A Prayer for the Dying”; ภาพยนตร์ของปีเตอร์ เยทส์ เรื่อง “Suspect”; “The Good Mother” และ “High Spirits” ที่เป็นการร่วมงานครั้งแรกของเขากับผู้กำกับนีล จอร์แดน
ผลงานในภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของนีสันหลังจากนั้น ได้แก่ ภาพยนตร์ของแซม ไรมี่ เรื่อง “Darkman”; “Crossing the Line”; “Under Suspicion”; ภาพยนตร์ของวูดดี้ อัลเล็น เรื่อง “Husbands and Wives”; การรับบทแสดงนำในภาพยนตร์ของจอห์น แมดเด็น เรื่อง “Ethan Frome”; ภาพยนตร์ของไมเคิล แอปเท็ด เรื่อง “Nell” ที่ร่วมงานกับโจดี้ ฟอสเตอร์ และ นาตาชา ริชาร์ดสัน; การรับบทแสดงนำในเรื่อง “Rob Roy”; ภาพยนตร์ของบาร์เบ็ต สกรอเดอร์ เรื่อง “Before and After” ที่แสดงคู่กับเมริล สตรีพ; “Les Miserables”; ภาพยนตร์ของแคทธิน บิเกโลว์ เรื่อง “K-19: The Widowmaker”; ภาพยนตร์ของมาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง “Gangs of New York”; ภาพยนตร์ของริชาร์ด เคอร์ทิสที่เป็นการรวมของนักแสดงยอดนิยม เรื่อง “Love Actually”; ภาพยนตร์ของริดลีย์ สก็อตต์ เรื่อง “Kingdom of Heaven” และภาพยนตร์ของนีล จอร์แดน “Breakfast on Pluto”
ตลอดเส้นทางอาชีพการแสดงของเขา นีสันได้หวนกลับสู่การแสดงเวทีโดยเขาได้แสดงบรอดเวย์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1993 ในการแสดงที่ปลุกผลงานของยูจีน โอ’นีล เรื่อง “Anna Christie” ขึ้นมา ซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Tony Award ในปี 1998 เขารับบทเป็นออสการ์ ไวลด์ในการแสดงของเดวิด แฮร์ เรื่อง “The Judas Kiss” ที่มีการเปิดตัวใน West End แห่งลอนดอนและได้ย้ายไปแสดงที่บรอดเวย์ในเวลาต่อมา เขากลับไปแสดงบรอดเวย์เมื่อปี 2002 โดยรับบทเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยในผลงานอันเลื่องชื่อของเซอร์ ริชาร์ด ไอร์ที่มาจากเรื่องของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ เรื่อง “The Crucible” ร่วมกับลอว์ร่า ลินนีย์ เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Tony Award เป็นครั้งที่สองและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Drama Desk Award นีสันยังได้แสดงในผลงานของซามูเอล เบ็คเค็ตต์ที่งาน Lincoln Center Festival เมื่อปี 2008 เรื่อง “Eh Joe” กำกับโดยอะตอม อีโกยาน อำนวยการสร้างโดย Gate Theatre แห่งดับลิน

 

แดนนี่ ฮุสตัน

แดนนี่ ฮุสตัน (โพเซดอน) เป็นนักแสดงเจ้าของรางวัลผู้เป็นที่รู้จักในเรื่องความสามารถที่หลากหลายของเขาและการแสดงในภาพยนตร์แนวดราม่าที่ไม่ทิ้งฟอร์มจากเชื้อสายฮุสตัน แดนนี่ได้พัฒนาฝึกฝนอาชีพด้านการแสดงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังกล้อง
เขาเป็นที่รู้จักในฐานะของผู้เขียนบท ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้าง ฮุสตันเริ่มกำกับภาพยนตร์เรื่อง “Mr. North” นำแสดงโดย แอนโธนี่ เอ็ดเวิร์ดส, โรเบิร์ต มิตชัม และแองเจลิก้า ฮุสตัน น้องสาวของฮุสตัน ต่อมาฮุสตันฉีกแนวการแสดงของเขาด้วยภาพยนตร์แนวอินดี้ เรื่อง “Ivansxtc” และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาการแสดงชายยอดเยี่ยมที่งาน Independent Spirit Awards เมื่อปี 2003
ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของฮุสตันเรื่องอื่น ได้แก่ “Birth” กำกับโดย โจนาธาน เกลเซอร์ คู่กับนิโคล คิดแมน; “Silver City” กำกับโดย จอห์น เซย์เลส และภาพยนตร์ของมาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง “The Aviator” นำแสดงโดย ลีโอนาโด ดิคาปริโอ ซึ่งเหล่านักแสดงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงราวงัล Screen Actors Guild (SAG) Award® ปี 2004 หลังจากปีนั้นฮุสตันได้รับรางวัล Golden Satellite Award สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากการแสดงที่รับบทเป็น แซนดี้ วูดโรว์ ในภาพยนตร์ของเฟอร์นันโด เมเรลเลส เรื่อง “The Constant Gardener” และแสดงร่วมกับกาย เพียร์ซ และ อีมิลี่ วัตสัน ในภาพยนตร์แนวตะวันตกของชาวออสเตรเลียที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ เรื่อง “The Proposition” กำกับโดย จอห์น ฮิลโคต เขาแสดงในภาพยนตร์ เรื่อง “Marie Antoinette” กำกับโดย โซเฟีย คอปโพล่า; “Children of Men” จากผู้กำกับอัลฟอนโซ่ คัวรอน; “Fade to Black” ที่เขารับบทแสดงเป็น ออร์สัน เวลเลส กำกับโดย โอลิเวอร์ ปาร์คเกอร์; “The Number 23” จากผู้กำกับโจเอล ชูมัคเกอร์; “The Kingdom” กำกับโดย ปีเตอร์ เบิร์ก; “30 Days of Night” จากผู้กำกับเดวิด เสลด; “The Kreutzer Sonata” จากผู้กำกับเบอร์นาร์ด โรส; ภาพยนตร์แนวคอมเมดี้เรื่อง “How to Lose Friends and Alienate People” กำกับโดย โรเบิร์ต เวด; ภาพยนตร์เรื่องดัง “X-Men Origins: Wolverize” และเขารับบทเป็นซามูเอล อดัมส์ ในมินิซีรี่ส์ HBO ที่ได้รับรางวัลเรื่อง “John Adams”
ภาพยนตร์ของฮุสตันในปี 2010 ได้แก่ ภาพยนตร์ระทึกขวัญของมาร์ติน แคมป์เบล เรื่อง “Edge of Darkness” ที่แสดงคู่กับเมล กิ๊บสัน; ภาพยนตร์ของริดลีย์ สก็อตต์ เรื่อง “Robin Hood” นำแสดงโดย รัสเซล โครว์ และ เคท บลันเช็ตต์ และภาพยนตร์แอ็คชั่นแนวแฟนตาซีจาก สนีมู ลี เรื่อง “The Warrior’s Way” ที่ร่วมงานกับเคท บอสเวิร์ธ และ เจฟฟรีย์ รัช ในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมและได้รับรางวัลของแบร์รี่ เลวินสัน ฉายทาง HBO เรื่อง “You Don’t Know Jack” ฮุสตัรับบทแสดงเป็น เจฟฟรีย์ ฟีเกอร์ ทนายความของคีวอร์เคียน คู่กับอัล ปาชิโน่
ในปี 2011 ฮุสตันแสดงในภาพยนตร์ของโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เรื่อง “The Conspirator” ร่วมกับเจมส์ แม็คอวอย, โรบิน ไรท์ และ เควิน ไคลน์; “A Monster in Paris” ภาพยนตร์แอนิเมชั่น กำกับโดย บิโบ เบอร์เกรอน และ “Playoff” กำกับโดย อีแรน ริคลิส สร้างขึ้นจากชีวิตของราล์ฟ เคล็น โคชทีมบาสเก็ตบอลชาวอิสราเอลผู้น่าอับอาย การแสดงของเขาทำให้เขาได้รับรางวัล Best Male Lead Performance Award ที่งาน Montreal Film Festival เมื่อปี 2011
อีกไม่นานฮุสตันจะมีผลงานฉายในปี 2012 เขาแสดงในภาพยนตร์ของเบอร์นาร์ด โรส เรื่อง “Two Jacks” คู่กับ เซียนน่า มิลเลอร์ และ แจ็ค ฮุสตัน หลานชายของเขา; ภาพยนตร์ของอารี โฟลแมน เรื่อง “The Congress” ที่ร่วมงานกับฮาร์วีย์ คีเทล และ โรบิน ไรท์ และภาพยนตร์ของไซมอน เวสต์ เรื่อง “Stolen” ที่ร่วมงานกับนิโคลาส เคจ
เมื่อไม่นานนี้ฮุสตันเพิ่งเสร็จจากการแสดงซีรี่ส์ทางทีวีเรื่องแรกของเขาเรื่อง “Magic City” ควบคุมโดยมิตช์ เกลเซอร์ของช่อง STARZ
จอห์น เบล (ฮีเลียส) ปรากฏตัวครั้งแรกในภาพยนตร์ของวิค ซาริน เรื่อง “A Shine of Rainbows” ที่ได้ร่วมงานกับไอดัน ควินน์ และ คอนนี่ นีลเซน เบลได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากการแสดงเรื่อง Tomas ที่งาน Newport Beach Film Festival และภาพยนตร์ได้รับรางวัล Chicago International Children ที่งานเทศกาลภาพยนตร์และ Heartland Film Festival จากนั้นเขาได้แสดงในภาพยนตร์แอ็คชั่นที่กำลังจะเข้าฉาย เรื่อง “Battleship” จากผู้กำกับปีเตอร์ เบิร์ก และตอนนี้กำลังแสดงในภาพยนตร์ของปีเตอร์ แจ็คสัน เรื่อง “The Hobbit: An Unexpected Journey” ที่นิวซีแลนด์
เขาปรากฏตัวทางทีวีเป็นครั้งแรกคู่กับเดวิด เทนเนนต์ ในซีรี่ส์ยอดนิยมเรื่อง “Doctor Who” เบลได้รับบทที่มีการแข่งขันคัดเลือกจากทั่วประเทศ ต่อมาเขาได้ร่วมงานในภาพยนตร์คอมเมดี้ของ BBC เรื่อง “Life of Riley” และเมื่อไม่นานนี้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ทางทีวีที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ เรื่อง “Hattie” เขารับบทแสดงในซีรี่ส์ของ BBC อยู่เป็นประจำในเรื่อง “Tracy Beaker Returns” และต่อไปจะแสดงทางทีวีในภาพยนตร์ของ History Channel เรื่อง “Hatfields and McCoys” มินิซีรี่ส์ที่นำแสดงโดย เควิน คอสต์เนอร์, บิล แพกซ์ตัน และ ทอม เบเรนเกอร์ ภายใต้การกำกับของเควิน เรย์โนลด์ส
เบลเกิดที่ Paisley ประเทศสก็อตแลนด์ และศึกษาด้านการละครตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนตอนนี้เขาอายุ 14 ปีและกำลังศึกษาที่ Royal Conservatoire of Scotland

 

เอ็ดการ์ รามิเรซ

เอ็ดการ์ รามิเรซ (เอเรซ) ได้รับคำชมจากการแสดงในผลงานของโอลิเวียร์ แอสซายาส เรื่อง “Carlos” มินิซีรี่ส์ความยาว 3 ตอนที่ออกอากาศทาง Sundance Channel และมีการฉายภาพยนตร์ทั่วโลก การแสดงของรามิเซที่รับบทเป็นนักปฏิวัติชาวเวเนซูเอล่า อิลิช รามิเรซ ซานเชซ ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy, Golden Globe และ Screen Actors Guild Award® สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในมินิซี่ส์หรือภาพยนตร์ทางทีวี เขายังได้รับรางวัล César Award สาขานักแสดงชายที่มีความหวังมากที่สุด และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขานักแสดงชายที่มีความหวังมากที่สุดและนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Los Angeles Film Critics, London Film Critics Circle และ National Society of Film Critics
ตอนนี้รามิเรซกำลังแสดงในภาพยนตร์ระทึกขวัญของแคธริน บิเกโลว์ ที่เกี่ยวกับการตามล่าโอซามา บินลาเดน รวมถึงปฏิบัติการที่เต็มไปด้วยอันตรายเพื่อจับเป็นหรือจับตายเขา ภาพยนตร์ของเขาที่กำลังจะเข้าฉาย ได้แก่ ภาพยนตร์ฝรั่งเศส เรื่อง “A Monkey on My Shoulder” ที่แสดงกับจูเลียต บิโนช
ก่อนหน้านี้เขาร่วมแสดงกับเบนิซิโอ เดล โตโร ในเรื่อง Ernesto “Che” Guevara ภาพยนตร์อัตชีวประวัติของสตีเฟ่น โซเดอร์เบิร์ก, “Che – Part One” ที่มีการฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน Cannes Film Festival เมื่อปี 2008 ผลงานที่มีชื่อเสียงเรื่องอื่นๆ ของรามิเรซ ได้แก่ ภาพยนตร์ระทึกขวัญเกี่ยวกับการเมือง เรื่อง “Vantage Point” และผลงานของพอล กรีนกราส เรื่อง “The Bourne Ultimatum” ที่ร่วมแสดงกับแม็ตต์ เดม่อน เขายังได้แสดงในเรื่อง “Cyrano Fernandez” ผลงานการสร้างของชาวเวเนซูเอล่าเชื้อสายสเปน ซึ่งอิงมาจากการแสดงคลาสสิค เรื่อง “Cyrano de Bergerac” การแสดงของเขาที่รับบทแสดงนำในภาพยนตร์ทำให้เขาได้รับรางวัลสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมที่งาน Amien International Film Festival และ Málaga Spanish Film Festival ส่วนภาพยนตร์ได้รับรางวัล Audience Award
รามิเรซเป็นชาวเวเนซูเอล่าแต่เกิด เขาแสดงภาพยนตร์อเมริกันเป็นครั้งแรกในผลงานของโทนี่ สก็อตต์ เรื่อง “Domino” ที่ร่วมงานกับคีร่า ไนท์ลีย์ และ มิคกี้ โรค ผลงานที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกของเขา ได้แก่ “Ellipsis,” “El Don (The Boss),” หนังสั้นเรื่อง “La Hora Cero (The Magic Hour),” “El Nudo (The Knot),” “Yotama se va Volando (Yotama Flies Away),” “Punto Y Raya” (หรือในชื่อ “A Dot and a Line”) และ “Anonimo (Anonymous)”
รามิเรซเป็นชาวคะราคัส ประเทศเวเนซูเอล่า แต่เขามีโอกาสเดินทางไปหลายแห่งทั่วโลกเพราะหน้าที่การงานของพ่อที่เป็นทูตทหาร ทำให้เขามีความถนัดด้านภาษาเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลีและสเปน ในช่วงแรกเขามีความตั้งใจจะเป็นนักการทูต เขาสำเร็จการศึกษาด้านวารสารศาสตร์ เอกการสื่อสารทางรัฐศาสตร์เมื่อปี 2000 ก่อนที่จะหันมาแสดงอย่างเต็มตัว รามิเรซเคยเป็นผู้อำนวยการบริหารแห่ง Dale Al Voto องค์กรเวเนซูเอล่าที่ใกล้เคียงกับ Rock the Vote
ในความสนใจด้านการกุศลของเขา เมื่อไม่นานนี้รามิเรซได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Goodwill Ambassador ของ UNICEF และเป็นผู้มีชื่อเสียงชายคนแรกที่ทำหน้าที่เป็นโฆษกให้ Senosalud.com องค์กรต่อต้านโรคมะเร็งที่ใหญ่ที่สุดในเวเนซูเอล่า

 

บิล ไนฮี่

บิล ไนฮี่ (เฮฟาทัส) เป็นนักแสดงเจ้าของรางวัลทั้งด้านละครเวทีและการแสดงภาพยนตร์ ผลงานของเขาเมื่อไม่นานนี้ ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่องดัง “Harry Potter and the Deathly Hallows – Part 1” ด้วยการรับบทเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์ รูฟัส สคริมเจอร์ ในช่วงแรกเริ่มไนฮี่คว้ารางวัล BAFTA Award, London Film Critics Circle Award และ Evening Standard British Film Award สำหรับการแสดงเป็นร็อคสตาร์รุ่นเดอะ ในภาพยนตร์คอมเมดี้ยอดนิยมที่รวมเหล่านักแสดงเอาไว้ ผลงานของริชาร์ด เคอร์ทิส เมื่อปี 2003 เรื่อง “Love Actually” เขายังได้รับรางวัล Los Angeles Film Critics Award จากการแสดงกลุ่มในภาพยนตร์เรื่องนั้น เช่นเดียวกับเรื่อง “AKA,” “I Capture the Castle” และ “Lawless Heart”
ผลงานที่มีชื่อเสียงจำนวนมากของเขา ได้แก่ “Wild Target” ที่ร่วมงานกับรูเพิร์ท กรินท์ และ อีมิลี่ บลันท์; “Pirate Radio” ที่เขากลับมาร่วมงานกับริชาร์ด เคอร์ทิส; ภาพยนตร์ของไบรอัน ซิงเกอร์ เรื่อง “Valkyrie” ที่ร่วมงานกับทอม ครูซ; ภาพยนตร์ของริชาร์ด ไอร์ เรื่อง “Notes on a Scandal” ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล London Film Critics Circle Award; “Underworld” และ “Underworld: Evolution”; ภาพยนตร์ของเฟอร์นันโด เมเรลเลส เรื่อง “The Constant Gardener” ที่กวาดการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล British Independent Film (BIF) Award; “Lawless Heart” ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BIF Award และ “Still Crazy” ที่เขาได้รับรางวัล Evening Standard British Film Award เขายังเป็นที่จดจำในบทบาทของกัปตันโจรสลัดที่มีหนวด เดวี่ โจนส์ ในเรื่อง “Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest” และ “Pirates of the Caribbean: At World’s End” และให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นหลายเรื่อง รวมถึงเรื่อง “Flushed Away”
ผลงานของเขายังเป็นที่รู้จักกันดีทางทีวี เมื่อไม่นานนี้ไนฮี่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe Award สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สำหรับการแสดงในภาพยนตร์ทางทีวีของ BBC เรื่อง “Page Eight” กำกับโดย เดวิด แฮร์ อำนวยการสร้างโดย เดวิด เฮย์แมน ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “Harry Potter” ไนฮี่ยังได้ร่วมงานกับผู้กำกับ เดวิด เยทส์ อีกหลายครั้ง เช่น โปรเจ็กต์ที่ได้รับคำชมของ BBC เรื่อง “State of Play” ที่เขาได้รับรางวัล BAFTA TV Award สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เยทส์ยังกำกับไนฮี่ในภาพยนตร์ทางทีวีของ BBC เรื่อง “The Young Visiters” และภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง “The Girl in the Café” ที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe Award สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์หรือมินิซีรี่ส์ทางทีวี ต่อมาเขาได้รับรางวัล Golden Globe ในสาขาเดียวกันสำหรับการแสดงในภาพยนตร์ทางทีวีปี 2005 เรื่อง “Gideon’s Daughter” ผลงานทางทีวีของเขายังรวมถึงการเป็นนักแสดงรับเชิญในอีกหลายเรื่อง และโปรเจ็กต์ที่มีการฉายมาอย่างยาวนาน เช่น ภาพยนตร์ที่ทำให้เขาเป็นที่สนใจครั้งแรกเมื่อปี 1991 เรื่อง “The Men’s Room”
ไนฮี่เกิดที่ประเทศอังกฤษ เขาเริ่มอาชีพการแสดงที่โรงละครอังกฤษ และตั้งแต่นั้นมาก็ได้รับคำชมจากการแสดงหลายเรื่องของเขา เช่น การแสดงผลงานของเดวิด แฮร์ เรื่อง “The Vertical Hour,” “Pravda” และ “A Map of the World” เขายังรับบทแสดงในผลงานของผู้กำกับการแสดง เช่น ทอม สต็อปพาร์ด, ฮาโรล์ด พินเตอร์, ไบรอัน เฟรล, แอนตัน เช็คคอฟ และ ปีเตอร์ กิล เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Olivier Award สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สำหรับการแสดงในผลงานของโจ เพนฮัล เรื่อง “Blue/Orange” สำหรับการแสดงบรอดเวย์ เขาได้แสดงผลงานของเดวิด แฮร์ เรื่อง “The Vertical Hour” รอบปฐมทัศน์เมื่อปี 2006 กำกับโดย แซม เม็นเดส

 

โทบี้ เค็บเบล

โทบี้ เค็บเบล (อาเกนอร์) เมื่อไม่นานนี้ปรากฏตัวในภาพยนตร์แนวดราม่าที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ผลงานของสตีเฟ่น สปีลเบิร์ก เรื่อง “War Horse” เร็วๆ นี้เค็บเบลมีผลงานในภาพยนตร์แอ็คชั่นระทึกขวัญร่วมกับ อัลเล็น เพจ และ อเล็กซานเดอร์ สคาร์สการ์ด เรื่อง “The East”
ในปี 2010 เค็บเบลแสดงในภาพยนตร์สามเรื่องที่ต่างกัน ได้แก่ มหากาพย์ภาพยนตร์ของไมค์ เนเวล เรื่อง “Prince of Persia: The Sands of Time” นำแสดงโดย เจค กิลเลนฮาล; ภาพยนตร์ของจอน เทอร์เทลทอบ เรื่อง “The Sorcerer’s Apprentice” ที่ร่วมงานกับนิโคลาส เคจ และภาพยนตร์แนวดราม่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เรื่อง “The Conspirator” ที่เขารับบทแสดงเป็น จอห์น วิลเคส บูธ ผู้ลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์น
ก่อนหน้านี้เค็บเบลแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Control” ภาพยนตร์แนวอัตชีวประวัติของนักร้องวง Joy Division ที่ชื่อเอียน เคอร์ทิส ผลงานของแอนตัน คอร์บิน เมื่อปี 2007 สำหรับการแสดงที่เขารับบทเป็น ร็อบ เกร็ตตัน ผู้จัดการวงทำให้เขาได้รับรางวัล British Independent Film Award (BIFA) สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล London Film Critics Circle Award ปีต่อมาเค็บเบลร่วมแสดงในภาพยนตร์แนวคอมเมดี้เกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรมที่ได้รับคำชม ผลงานของกาย ริตชี่ เรื่อง “RocknRolla” แสดงโดย เจอราร์ด บัตเลอร์, ไอดริส เอลบ้า, ทอม วิลคินสัน และ แธนดี้ นิวตัน จากผลงานเหล่านั้นทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA Award และ Empire Award
ผลงานของเขาในช่วงแรกเริ่ม ได้แก่ “Wilderness” ภาพยนตร์ของวูดดี้ อัลเล็น เรื่อง “Match Point” ภาพยนตร์ของโอลิเวอร์ สโตน เรื่อง “Alexander” และภาพยนตร์ของเชน มีดาวส์ เรื่อง “Dead Man’s Shoes” ที่เป็นภาพยนตร์ของเขาเรื่องแรก และทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BIFA สาขานักแสดงหน้าใหม่ที่มีคาวามหวังมากที่สุด
สำหรับผลงานทางทีวีของชาวอังกฤษ ผลงานที่มีชื่อเสียงของเค็บเบล ได้แก่ โปรเจ็กต์ที่มีการฉายมาอย่างยาวนาน เรื่อง “Black Mirror,” “The Commander – Windows of the Soul” และเรื่อง “Macbeth” ที่เป็นส่วนหนึ่งของซีรี่ส์ เรื่อง “ShakespeaRe-Told” รวมถึงซีรี่ส์อีกหลายตอนของเรื่อง “The Street” และ “Peak Practice”
เค็บเบลยังแสดงที่โรงละครของลอนดอน ได้แก่ การแสดงเรื่อง “Enemies” ที่ Almeida ภายใต้การกำกับของไมเคิบ แอทเทนโบโร และการแสดงที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ เรื่อง “Journey’s End” ที่ Playhouse Theatre กำกับโดยเดวิด กรินด์ลีย์

 

โรซามันด์ ไพค์

โรซามันด์ ไพค์ (ราชินีแอนโดรมีด้า) ได้กลายเป็นนักแสดงหญิงร่วมสมัยผู้มีหลายแง่มุมที่ได้รับคำชมจากทั่วโลกทั้งด้านการแสดงละครเวทีและบทบาทต่างๆ ในภาพยนตร์อย่างรวดเร็ว เมื่อไม่นานนี้ไพค์เพิ่งเสร็จจากการแสดงภาพยนตร์แนวดราม่าเกี่ยวกับอาชญากรรมของคริสโตเฟอร์ แม็คเควอร์รี่ เรื่อง “One Shot” ทีแสดงคู่กับทอม ครูซภาพยนตร์มีกำหนดฉายเดือนกุมภาพันธ์ 2013
เมื่อไม่นานนี้ไพค์แสดงในภาพยนตร์สายลับคอมเมดี้ เรื่อง “Johnny English Reborn” ภาคต่อจากภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมเมื่อปี 2003 เธอแสดงร่วมกับโรแวน แอตคินสัน และ กิลเลียน แอนเดอร์สัน และโดมินิค เวสต์ โดยการกำกับของโอลิเวอร์ พาร์คเกอร์ เมื่อไม่นานนี้ไพค์ยังแสดงในคอมเมดี้ของเดวิด แฟรนเคล เรื่อง “The Big Year” ร่วมกับโอเว่น วิลสัน, แจ็ค แบล็ค และ สตีฟ มาร์ติน
เมื่อปี 2010 ไพค์แสดงในภาพยนตร์แนวดราม่า เรื่อง “Made in Dagenham” ร่วมกับแซลลี่ ฮอว์คินส์, มิแรนด้า ริชาร์ดสัน และ บ็อบ ฮอสคินส์ อิงมาจากการประท้วงเมื่อปี 1968 ที่โรงงานรถ Ford Dagenham ต่อมาเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Circle Award ที่งาน London Critics เมื่อปี 2011 สาขานักแสดงสมทบหญิงชาวอังกฤษ สำหรับผลงานของเธอในภาพยนตร์ ไพค์ยังแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Barney's Version” คู่กับพอล จิอาแม็ตติ และ ดัสติน ฮอฟฟ์แมน ภาพยนตร์มีการฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน Venice Film Festival และต่อมาได้รับคำชมอย่างมากที่งาน Toronto International Film Festival ผลงานของไพค์ทำให้เธอได้รับรางวัล Circle Award ที่งาน London Critics เมื่อปี 2011 สาขานักแสดงหญิงชาวอังกฤษแห่งปี เมื่อไม่นานนี้เธอยังแสดงในภาพยนตร์ของ BBC เรื่อง “Women in Love” อีกด้วย
ไพค์ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์จากการแสดงเป็นเฮเลน ในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award ของโลน เชอร์ฟิก เรื่อง “An Education” ที่ร่วมงานกับปีเตอร์ ซาร์สการ์ด และ แครีย์ มัลลิแกน ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีที่งาน Sundance Film Festival เมื่อปี 2009 ต่อมาภาพยนตร์เรื่อง “An Education” ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ด้วยการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award®, Golden Globe, BAFTA และ Film Critics และคว้ารางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมที่งาน Independent Spirit Awards
ในปี 2004 ไพค์แสดงในภาพยนตร์ของลอว์เรนซ์ เด็นมอร์ เรื่อง “The Libertine” คู่กับจอห์นนี่ เดปป์ เธอรับบทเป็น Earl of Rochester ภรรยาของเดปป์ ไพค์เป็นที่ยอมรับจากการแสดงของเธอที่ไม่ธรรมดา เธอได้รับรางวัล British Independent Film Award เมื่อปี 2005 สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ภาพยนตร์นำแสดงโดยจอห์น มัลโควิช และ ซาแมนต้า มอร์ตัน
ไพค์ยังแสดงภาพยนตร์ร่วมกับคีร่า ไนท์ลีย์, เบร็นด้า เบิลธิน และ ดาเม่ จูดี้ เดนช์ ในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายคลาสสิคของเจน ออสเทน เรื่อง “Pride and Prejudice” กำกับโดย โจ ไรท์ เธอได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์และได้รับรางวัล Circle Award ที่งาน London Film Critics เมื่อปี 2006 สำหรับการแสดงในบทของเจน เบ็นเน็ตต์
เธอแสดงภาพยนตร์ร่วมกับไรอัน กอสลิง และ แอนโธนี่ ฮอปกินส์ ในภาพยนตร์ระทึกขวัญเกี่ยวกับกฏหมาย เรื่อง “Fracture” กำกับโดย กรีกอรี่ ฮ็อบลิต และเธอได้แสดงในภาพยนตร์อินดี้ของเจเรมี่ โพเดสว่า เรื่อง “Fugitive Pieces” ที่มีการเปิดตัวในงาน Toronto Film Festival เมื่อปี 2007 ไพค์แสดงในเรื่อง “Surrogates” คู่กับบรูซ วิลลิส และต่อมาได้พลิกมาแสดงภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง “Burning Palms” เขียนและกำกับโดยคริสโตเฟอร์ แลนดอน; ภาพยนตร์ได้ตีแผ่เรื่องราวอันมืดมิดที่ขัดแย้งและล้อเลียน 5 เรื่องในลอส แองเจลิส เธอได้รับการคัดเลือกให้มาเล่นในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องแรกในบทบาทสาวของบอนด์วัย 21 ปี เธอแสดงร่วมกับฮาลลี่ เบอร์รี่ และ เพียร์ซ บรอสแนน ในเรื่อง “Die Another Day”
สำหรับการแสดงที่โรงละคร ตลอดเส้นทางอาชีพไพค์ได้หวนกลับมาหาการแสดงละครเวทีที่ลอนดอน เธอได้แสดงในเรื่อง “Gaslight” ที่ Old Vic Theater ในการแสดงระทึกขวัญสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย ผลงานของแพทริค ฮามิลตัน ผลงานการสร้างของ The Wyndham Theatre เรื่อง “Madame de Sade” ที่ร่วมงานกับจูดี้ เดนช์ และผลงานการสร้างของ The Royal Court Theatre เรื่อง “Hitchcock Blonde” กำกับโดยเทอร์รี่ จอห์นสัน จากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่การแสดงได้ย้ายไปแสดงที่ West End ของ Lyric Theater ในลอนดอนปี 2010 ไพค์ได้เริ่มรับบทแสดงนำในการแสดงที่เล่นทั่วอังกฟษ เรื่อง “Hedda Gabler” ซึ่งเป็นการแสดงที่เธอได้รบคำชมอย่างล้นหลาม

 

เกี่ยวกับภาพยนตร์

โจนาธาน ลายเบสแมน

โจนาธาน ลายเบสแมน (ผู้กำกับ) เมื่อไม่นานนี้เขากำกับภาพยนตร์แอ็คชั่นแนวไซ-ไฟยอดนิยม เรื่อง “Battle Los Angeles” เขายังกำกับเรื่อง “The Killing Room” นำแสดงโดย ทิโมตี้ ฮัตตัน, โคลอี้ ซีวินกี้, ปีเตอร์ สตอร์แมร์ และ นิค แคนนอน ภาพยนตร์มีการฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน Sundance Film Festival และต่อมาฉายที่งาน Deauville Film Festival อันทรงเกียรติ ภาพยนตร์เรื่อง “Darkness Falls” เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาที่ขึ้นเป็นอันดับ 1ของบ็อกซ์ ออฟฟิศ และเขากำกับเรื่อง “The Texas Chainsaw Massacre: The Beginning” ที่อำนวยการสร้างโดยไมเคิล เบย์
ลายเบสแมนเริ่มอาชีพในวงการบันเทิงด้วยการเขียนและกำกับหนังสั้นที่คว้ารางวัล เรื่อง “Genesis and Catastrophe” ซึ่งอิงมาจากหนังสั้นของโรลด์ ดาห์ล ภาพยนตร์มีการฉายที่เทศกาลหนังหลายแห่งและได้คว้ารางวัล Young Filmmaker Award ที่ Hollywood Film Festival และรางวัล Student Short Film Award ที่งาน Austin Film Festival ต่อมาลายเบสแมนกำกับหนังสั้นเรื่อง “Rings” ที่ acted as a bridge ระหว่างภาพยนตร์เรื่อง “The Ring” และ “The Ring 2”
เขาเกิดและโตขึ้นที่โจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เขาศึกษาที่ South African School of Film and Drama ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่สหรัฐฯ และศึกษาที่ New York University’s Tisch School of the Arts

 

แดน มาซู

แดน มาซู (ผู้เขียนบทภาพยนตร์) โตขึ้นที่ซานตาโรซ่า รัฐแคลิฟอร์เนีย และศึกษาด้านฟิสิกส์ที่ UC Berkley ก่อนจะมาสมัครเรียนปริญญาโทด้านการเขียนบทภาพยนตร์ที่ UCLA ในปี 2008 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “1 ใน 10 ผู้เขียนบทภาพยนตร์ที่น่าจับตามอง” จาก Variety
ภาพยนตร์เรื่อง “Wrath of the Titans” เป็นบทภาพยนตร์เรื่องแรกของมาซู และเขายังสร้างผลงานให้กับภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่อยู่ในขั้นการพัฒนา ได้แก่ “Jonny Quest” และ “The Flash”

 

เดวิด เลสลี่ จอห์นสัน

เดวิด เลสลี่ จอห์นสัน (ผู้เขียนบทภาพยนตร์) เมื่อไม่นานนี้เขาเขียนซีรี่ส์แนวสยองขวัญที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ 2 ตอนของ AMC เรื่อง “The Walking Dead” ก่อนหน้านี้เขาเคยเขียนภาพยนตร์ระทึกขวัญแนวแฟนตาซีของแคทเธอรีน ฮาร์ดวิค เรื่อง “Red Riding Hood” บทภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีชื่อเสียงของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ระทึกขวัญสยองขวัญ เรื่อง “Orphan” กำกับโดย ฮวม คอลเล็ต-เซอร์ร่า นำแสดงโดย เวร่า ฟาร์ไมก้า และ ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด
จอห์นสันเข้าศึกษาที่ The Ohio State University ในโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีศิลปศาสตร์ด้านการถ่ายภาพและด้านภาพยนตร์ เขาเริ่มเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ของแฟรงค์ ดาราบองต์ เรื่อง “The Shawshank Redemption” ที่มีการถ่ายทำในบ้านเกิดของจอห์นสันที่แมนส์ฟิลด์ รัฐโอไฮโอ บน Mansfield Reformatory ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยปู่ทวดของจอห์นสันเคยเป็นผู้คุมนักโทษอยู่ที่นี่ จอห์นสันใช้เวลา 5 ปีต่อมาด้วยการเป็นผู้ช่วยของดาราบองต์ เขาใช้โอกาสนี้ฝึกความชำนาญด้านการเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์

 

สตีเฟ่น ไนท์

สตีเฟ่น ไนท์ (ผู้เขียนบทภาพยนตร์) เกิดที่มาร์ลโบโร ประเทศอังกฤษปี 1959 เข้าศึกษาที่ University College London ด้านวรรณกรรมภาษาอังกฤษ หลังสำเร็จการศึกษาเขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้คิดคำโปรยโฆษณา/โปรดิวเซอร์ของตัวแทนธุรกิจโฆษณา Birmingham จากนั้นทำหน้าที่เป็นผู้คิดคำโปรยโฆษณา/โปรดิวเซอร์ของ Capital Radio

ในปี 1988 สตีฟและไมค์ ไวท์ฮิลเริ่มจับมือกันสร้างงานเขียนฟรีแลนซ์ให้กับทางทีวี โดยเริ่มจากที่ Celador Productions พวกเขาเขียนซีรี่ส์ไว้หลายเรื่อง เช่น ""Canned Carrott, Commercial Breakdown"" และ ""The Detectives"" โดยสตีฟยังทำหน้าที่กำกับหนัง 4 ตอน ภาพยนตร์เรื่อง ""Who Wants To Be A Millionaire?"" (ที่ร่วมสร้างโดยสตีฟและอำนวยการสร้างโดยซีเลดอร์) ได้รับรางวัลจากทั่วโลก เช่น BAFTA, National Television Awards, Indie Awards, Broadcast Awards, New York Festival, Silver Rose of Montreux และ Queen’s Award for Enterprise
สตีฟมีการตีพิมพ์นิยาย 4 เรื่อง ได้แก่ The Movie House ซึ่งเป็นเล่มแรกที่ตีพิมพ์โดย Penguin ได้รับรางวัล WH Smith Fresh Talent Award ปี 1993 ผลงานชิ้นที่สองของเขาชื่อ Alphabet City เมื่อปี 1995 มีการตีพิมพ์ขึ้นใน 12 ประเทศรวมถึงประเทศญี่ปุ่นและเยอรมัน ผลงานชิ้นที่สามคือ Out of the Blue มีการตีพิมพ์เป็นหนังสือปกแข็งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1997 และตีพิมพ์เป็นหนังสือปกอ่อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 1998 บทภาพยนตร์เรื่องแรกของสตีฟ ""Dirty Pretty Things"" กำกับโดย สตีเฟ่น เฟียร์ส มีการฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน Venice Film Festival เมื่อปี 2002 ได้รับคำชมอย่างเด่นชัด และได้รับเลือกให้เป็นหนังเปิดตัวที่งาน London Film Festival ในเดือนพฤศจิกายนปี 2002
ภาพยนตร์มีการฉายที่อังกฤษเมื่อปี 2002 และที่สหรัฐฯ ปี 2003 จนได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ทั่วโลก ภาพยนตร์ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตากมาย ได้แก่ BIFAs 4 รางวัล รางวัลสาขา Best Film & Best Actor ที่งาน Evening Standard British Film Awards รางวัล Humanitas Award เมื่อปี 2004 รางวัล Edgar Award สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัล Best British Screenwriter ที่งาน London Film Critics’ Circle Awards และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® สำหรับบทภาพยนตร์ต้นฉบับยอดเยี่ยมที่งาน Annual Academy Awards ครั้งที่ 76 การแสดงเรื่อง ""The President of an Empty Room"" กำกับโดย ฮาเวิร์ด เดวีส์ เป็นการแสดงแรกที่มีการแสดงเปิด National Theatre ในกรุงลอนดอนปี 2005
บทภาพยนตร์สองเรื่องที่มีการแสดงเมื่อปี 2007 ได้แก่ ""Amazing Grace"" กำกับโดย ไมเคิล แอปเท็ด เป็นเรื่องราวชีวิตของ วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ นักการเมืองชาวอังกฤษผู้ต่อต้านระบบทาส การแสดงมีความโดดเด่นในงานครบรอบ 200 ปีของ Abolition of Slavery Act การแสดง was the closing night film ที่งาน Toronto International Film Festival เมื่อปี 2006 และได้รับรางวั John Templeton Foundation Epiphany Prize ที่งาน The Annual Movieguide Faith & Values Awards Ceremony เมื่อปี 2008 การแสดงเรื่อง ""Eastern Promises" กำกับโดย เดวิด โครเนนเบิร์ก นำแสดงโดย วิกโก้ มอร์เทนสัน และ นาโอมิ วัตส์ เป็นเรื่องราวที่ให้ความสนใจเรื่องสังคมการก่ออาชญากรรมของชาวรัสเซียในลอนดอน การแสดงได้รับรางวัล Best Picture, Cadillac People’s Choice Award ที่งาน Toronto International Film Festival เมื่อปี 2007 และได้รับรางวัล Genie Award เมื่อปี 2008 สาขาบทภายพนตร์ต้นฉบับยอดเยี่ยม (ในบรรดา 6 รางวัลอื่น) และรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมที่งาน British Independent Film Awards การแสดงยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงอีกหลายรางวัล เช่น สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมสำหรับรางวัลในงาน Academy Awards, Golden Globes, BAFTA’s, British Independent Film, Screen Actors Guild, London Critics Circle และ Annual Satellite Awards นิยายเล่มที่ 4 ของสตีฟชื่อ The Last Words of Will Wolfkin (Walden Pond Press) เป็นหนังสือสำหรับเด็กเล่มแรกของเขาที่มีการตีพิมพ์เมื่อปลายปีที่แล้ว
เขายังทำหน้าที่กำกับเรื่อง ""Hummingbird" ที่เขาเขียนบทให้กับ New Regency ซึ่งเป็นเรื่องราวของอดีตนายทหารหน่วยรบพิเศษที่บาดเจ็บ และติดกับอยู่กับโลกอิทธิพลมืดของลอนดอน

 

เกร็ก เบอร์ลานติ

เกร็ก เบอร์ลานติ (เนื้อเรื่อง) เมื่อไม่นานนี้เขาร่วมเขียนและเป็นผู้อำนวยการสร้างในภาพยนตร์แอ็คชั่นแนวซูเปอร์ฮีโร่ เรื่อง “Green Lantern” นำแสดงโดย ไรอัน เรย์โนลด์ส และ เบลค ไลฟ์ลี่
เขากำกับภาพยนตร์เป็นครั้งแรกด้วยหนังอินดี้เมื่อปี 2000 เรื่อง “The Broken Hearts Club: A Romantic Comedy” ในปี 2010 เขากำกับภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่อง “Life as We Know It” นำแสดงโดย แคทเธอรีน เฮเกิล และ จอช ดูฮาเมล ที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 100 ล้านเหรียญ
ในฐานะของผู้เขียน ผู้กำกับ และผู้อำนวยการสร้าง เบอร์ลานติทำหน้าที่ควบคุมผลงานและซีรี่ส์ทางทีวีที่ได้รับคำชมหลายเรื่อง เช่น “Everwood,” “Brothers & Sisters,” “Dawson’s Creek,” “Jack & Bobby” และ “Eli Stone” ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Writers Guild of America Award
ตอนนี้เบอร์ลานติกำลังอำนวยการสร้างภาพยนตร์ตอนแรก 4 เรื่อง ได้แก่ “Guilty” ของ Fox “Arrow” ของ CW” “Golden Boy” ของ Warner Bros. และภาพยนตร์คอมเมดี้ที่ยังไม่ตั้งชื่อของ CBS เขากำลังเขียนและกำกับซีรี่ส์เรื่องสำคัญอย่าง “Political Animals” นำแสดงโดย ซิกอร์นีย์ วีเวอร์ ซึ่งจะมีการฉายตอนแรกในซัมมเอร์นี้ที่สหรัฐฯ

 

บาซิล อิวานิค

บาซิล อิวานิค (ผู้อำนวยการสร้าง) ก่อนหน้านี้เคยอำนวยการสร้างภาพยนตร์แนวดราม่าที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ เรื่อง “The Town” กำกับโดย เบ็น เอฟเฟล็ค นำแสดงโดย เจเรมี่ เรนเนอร์ และ จอน แฮมม์ จากชื่อเสียงที่ได้ของภาพยนตร์ ภาพยนตร์ได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ใน 1 ใน 10 ภาพยนตร์แห่งปีจากทั้ง American Film Institute และ National Board of Review และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Producers Guild, Writers Guild และ Critics’ Choice Award และยังเป็นภาพยนตร์ที่สร้างความโดดเด่นให้เรนเนอร์ด้วยการรับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® และ Golden Globe สำหรับการแสดงของเขา
อิวานิคได้อำนวยการสร้างโปรเจ็กต์ภาพยนตร์หลายเรื่อง ภายใต้สัญลักษณ์บริษัทการสร้างของเขาที่ชื่อ Thunder Road Pictures ซึ่งรวมถึงมหากาพย์ภาพยนตร์แอ็คชั่นผจญภัย เรื่อง “Clash of the Titans” ซึ่งเป็น 1 ในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งใหญ่แห่งปี 2010 ภาพยนตร์ทำรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 493 ล้านเหรียญ โปรเจ็กต์ที่ผ่านมาของ Thunder Road ยังรวมถึงภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมในช่วงซัมเมอร์ปี 2010 เรื่อง “The Expendables” กำกับโดย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลนที่มาร่วมแสดงกับดาราคนอื่นๆ อาทิเช่น เจ็ต ลี, เจสัน สตาแธม และ บรูซ วิลลิส; ภาพยนตร์เกี่ยวกับอาชญากรรมที่อุกอาจ ผลงานการกำกับขอแอนทวน ฟูควา เรื่อง “Brooklyn’s Finest” นำแสดงโดย ริชาร์ด เกียร์ และ ดอน ชีเดิล; ภาพยนตร์แนวดราม่าชีวิตจริงของแม็คจี เรื่อง “We Are Marshall” และภาพยนตร์ระทึกขวัญของแฮร์ริสัน ฟอร์ด เรื่อง “Firewall” กำกับโดย ริชาร์ด ลอนเครน
โปรเจ็กต์เร็วๆ นี้ของ Thunder Road ได้แก่ “The Seventh Son” ภาพยนตร์ผจญภัยแนวแฟนตาซี นำแสดงโดย เจฟฟ์ บริดเจส และ “The Expendables 2” ที่นำเหล่านักแสดงกลับมารวมตัวกันภายใต้การกำกับของ ไซมอน เวสต์
อิวานิคเริ่มอาชีพในวงการภาพยนตร์ด้วยการเป็นเจ้าหน้าที่ฝึกงานตัวแทนศิลปินที่ United Talent Agency เขาได้ร่วมงานกับ Warner Bros. Pictures เมื่อปี 1995 ในฐานะของผู้บริหารฝ่ายสร้างสรรค์ สองปีต่อมาเขาได้รับการเลื่อนขั้นเป็นรองประธานสายงานผลิตภาพยนตร์ ระหว่างช่วงดำรงตำแหน่งที่สตูดิโอ อิวานิคได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและการผลิตภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์แนวดราม่าเกี่ยวกับอาชญากรรมของแอนทวน ฟูควา เรื่อง “Training Day” นำแสดงโดย เดนเซล วอชิงตันที่ได้รับรางวัล Oscar® จากการแสดง; ภาพยนตร์ของสตีเฟ่น โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง “Ocean’s Eleven” และภาพยนตร์ระทึกขวัญของคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง“Insomnia”
ในปี 2000 อิวานิคได้เป็นประธานสายงานผลิตภาพยนตร์ของโลกที่ Intermedia Films เขาควบคุมโปรเจ็กต์ที่มีความหลากหลาย เช่น “K-19: The Widowmaker”, “Terminator 3: Rise of the Machines” ภาพยนตร์ของสไปค์ จอนซ์ ที่ได้รับรางวัล Oscar® เรื่อง “Adaptation” และภาพยนตร์ของฟิลลิป นอยซ์ ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® เรื่อง “The Quiet American” และอิวานิคเริ่มสร้างบริษัท Thunder Road Pictures เมื่อปี 2004

 

พอลลี่ จอห์นเซน

พอลลี่ จอห์นเซน (ผู้อำนวยการสร้าง) มีข้อตกลง 3 ปีในการเห็นบทภาพยนตร์เป็นรายแรกกับ Warner Bros. ก่อนหน้านี้เธอเคยอำนวยการสร้างเรื่อง “Cats & Dogs: The Revenge of Kitty Galore”และภาพยนตร์ที่กำกับโดยเควิน สมิธ เรื่อง “Cop Out” นำแสดงโดย บรูซ วิลลิส และ เทรซี่ มอร์แกน เธอยังมีโปรเจ็กต์อีกมากมายที่อยู่ในขั้นการพัฒนา นอกจากนั้นจอห์นสันยังอำนวยการสร้างภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง “Ceremony” นำแสดงโดย อูม่า เธอร์แมน ที่มีการฉายรอบปฐมทัศน์ในงาน Toronto Film Festival ปี 2010
ก่อนจะก่อตั้งบริษัทของตัวเองจอห์นสันเคยเป็นประธานแห่ง Warner Independent Pictures (WIP) ตั้งแต่ปี 2006 จนถึง 2008 เธอมีความรับผิดชอบด้านการผลิต การตลาด และการจัดจำหน่ายภาพยนตร์หลายเรื่องของบริษัท อาทิเช่น “The Painted Veil”; “A Scanner Darkly”; “For Your Consideration”; “In the Valley of Elah” และภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ Warner Independent Pictures เรื่อง “Slumdog Millionaire” ที่กวาดรางวัล Academy Awards® ไป 8 รางวัล รวมถึงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ก่อนมาร่วมงานที่ WIP จอห์นสันทำงานที่ Warner Bros. Pictures เป็นเวลาเกือบ 10 ปี โดยเธอทำหน้าที่เป็นผู้บริหารฝ่ายสร้างสรรค์ในปี 1997 เธอเลื่อนขั้นเป้นผู้บริหารในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2006 เธอได้เลื่อนขั้นเป็นรองประธานอาวุโสของสายงานผลิตภาพยนตร์ และทำหน้าที่ควบคุมภาพยนตร์ในช่วงที่เธอดำรงตำแหน่ง เช่น ภาพยนตร์เรื่อง “Harry Potter” 4 ตอนแรก, “Superman Returns,” “Blood Diamond,” “I Am Legend,” “P.S. I Love You,” “Scooby-Doo,” “Scooby-Doo: Monsters Unleashed,” “Starsky & Hutch,” “The Perfect Storm” และ “Three Kings” และเรื่องอื่นๆ
จอห์นสันเริ่มอาชีพในวงการภาพยนตร์ที่ Jersey Films โดยเธอได้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์ เรื่อง “Out of Sight” และ “Erin Brockovich” ก่อนที่จะเริ่มอาชีพในวงการภาพยนตร์ เธอสำเร็จการศึกษาด้านภาษาจีนจาก University of California ในซานดิเอโก เธออาศัยและทำงานที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จอห์นสันได้รับปริญาโทด้าน Peter Stark Producing Program จาก University of Southern California

 

โธมัส ทัล

โธมัส ทัล (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เป็นประธานและซีอีโอแห่ง Legendary Pictures และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะของผู้ร่วมอำนวยการสร้างและการร่วมทุนในภาพยนตร์ที่สำคัญๆ ตั้งแต่ปี 2004 ที่บริษัท Legendary Pictures หนึ่งในบริษัทที่เป็นผู้นำทางด้านสื่อกลางด้านภาพยนตร์ โทรทัศน์ และการแสดงตลกของ Legendary Entertainment มีการก่อตั้งขึ้นมาก็ได้ร่วมงานกับ Warner Bros. Pictures ในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยม เช่น ภาพยนตร์ของไบรอัน ซิงเกอร์ เรื่อง “Superman Returns,” ภาพยนตร์ของแซ็ค สไนเดอร์ เรื่อง “300” และ “Watchmen” รวมถึงภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง “Batman Begins” และภาพยนตร์ที่เป็นปรากฏการณ์และได้รับรางวัล เรื่อง “The Dark Knight” ที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 1 พันล้านเหรียญ
ก่อนหน้านี้เขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการผลิตภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์ของเบ็น เอฟเฟล็ค เรื่อง “The Town” ภาพยนตร์เรื่องดังที่คว้ารางวัลของคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง “Inception” ภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก เรื่อง “Clash of the Titans” และภาพยนตร์ของทอดด์ ฟิลลิปส์ เรื่อง “The Hangover” และ “The Hangover Part II” ภาพยนตร์แนวคอมเมดี้เรท R ที่กวาดรายได้สูงสุดตลอดกาล ภาพยนตร์ของ Legendary ที่กำลังจะฉาย ได้แก่ ภาพยนตร์ของ กิลเลอร์โม เดล โตโร เรื่อง “Pacific Rim,” ภาพยนตร์ของโนแลน เรื่อง “The Dark Knight Rises” ซึ่งเป็นบทสรุปภาพยนตร์ไตรภาค Batman ของผู้กำกับ ภาพยนตร์ของไบรอัน ซิงเกอร์ เรื่อง “Jack the Giant Killer” และภาพยนตร์ของแซ็ค สไนเดอร์ เรื่อง “Man of Steel” บริษัท Legendary ยังพัฒนาโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ที่ได้รับความคาดหวังอย่างเรื่อง “Seventh Son,” ภาพยนตร์เกี่ยวกับอัตชีวประวัติของแจ็คกี้ โรบินสัน เรื่อง “42,” “Godzilla,” “Gravel” และภาพยนตร์ภาคต่อของเรื่อง “300”
ก่อนก่อตั้งบริษัท Legendary ทัลเคยเป็นประธานแห่ง The Convex Group บริษัทโฮลดิ้งด้านสื่อและความบันเทิงที่ตั้งอยู่ที่แอตแลนต้าที่เขาดำรงตำแหน่งเป็น Board of Directors ทัลยังเป็นสมาชิกของ Board of Trustees of the American Film Institute (AFI) และ Board of Directors of Hamilton College สถาบันเก่าของเขาและ Carnegie Mellon University เขาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการแห่ง San Diego Zoo และเป็นหุ้นส่วนรายย่อยของแชมป์ Super Bowl 6 สมัย Pittsburgh Steelers

 

จอน แจชนี่

จอน แจชนี่ (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) ควบคุมด้านการพัฒนาและการผลิตโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ทุกเรื่องของ Legendary Pictures เขาเป็นประธานและ Chief Creative Officer แห่ง Legendary Entertainment บริษัทผู้นำด้านสื่อภาพยนตร์ โทรทัศน์และการแสดงตลก ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์ยอดนิยมที่เป็นตำนานการผจญภัย เรื่อง “Clash of the Titans” ภาพยนตร์แนวคอมเมดี้เรท R ที่กวาดรายได้ไปสูงสุด เรื่อง “The Hangover” และภาพยนตร์ของเบ็น เอฟเฟล็ค เรื่อง “The Town” นอกจากนั้นแจชนี่ยังอำนวยการสร้างภาพยนตร์ของ Legendary เร็วๆ นี้ เรื่อง “Pacific Rim” และเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหาร เรื่อง “The Seventh Son,” “Jack the Giant Killer,” ภาพยนตร์แนวอัตชีวประวัติของแจ็คกี้ โรบินสัน เรื่อง “42” และภาพยนตร์ภาคต่อ เรื่อง “300”
ก่อนดำรงตำแหน่งที่ Legendary แจชนี่เคยเป็นประธานแห่ง Hyde Park Entertainment บริษัทอำนวยการผลิตและบริษัทที่ให้ทุนในการสร้างโดยมีสัญญาครบวงจรที่ 20th Century Fox, Disney และ MGM ขณะดำรงตำแหน่งที่นั่น เขาได้ควบคุมการพัฒนาและการสร้างของเรื่อง “Shopgirl,” “Dreamer,” “Walking Tall” และ “Premonition”
ก่อนมาร่วมงานที่ Hyde Park แจชนี่เคยเป็นผู้อำนวยการสร้างในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ยอดฮิตของผู้กำกับแอนดี้ เทนเนนต์ เรื่อง “Sweet Home Alabama” แจชนี่เริ่มร่วมงานกับเทนเนนต์ในภาพยนตร์แนวเทพนิยาย เรื่อง “Ever After” ที่แจชนี่ควบคุมการพัฒนาและการผลิตในฐานะผู้อำนวยการสร้างบริหารอาวุโสแห่ง 20th Century Fox
แจชนี่ยังเคยเป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award® 2 เรื่อง ได้แก่ ภาพยนตร์แนวดราม่าที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ เรื่อง “The Hurricane” ที่เด็นเซล วอชิงตัน เป็นที่ยอมรับด้วยรางวัลในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ที่แปลความหมายโดยไม่ต้องใช้ดนตรี เรื่อง “Anna and the King” นำแสดงโดย โจดี้ ฟอสเตอร์ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® ไป 2 รางวัล
แจชนี่เป็นหนึ่งในสมาชิกของ American Film Institute และ Producers Guild of America เขาได้รับปริญญาตรีจาก University of Southern California และปริญญาโทรจาก UCLA’s Anderson School of Management

 

วิลเลียม เฟย์

วิลเลียม เฟย์ (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้อำนวยการสร้างบริหารที่ประสบความสำเร็จมานานกว่า 20 ปี ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานสายงานผลิตภาพยนตร์ที่ Legendary Pictures ตั้งแต่มีการก่อตั้งเมื่อปี 2004 บริษัท Legendary ได้ร่วมกับ Warner Bros. ในการผลิตภาพยนตร์ที่หลากหลาย ได้แก่ ภาพยนตร์ของไบรอัน ซิงเกอร์ เรื่อง ""Superman Returns""; ภาพยนตร์ของแซ็ค สไนเดอร์ เรื่อง ""300"" และ ""Watchmen"" และภาพยนตร์เรื่องดังที่กำกับโดยคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง ""Batman Begins,"" ""The Dark Knight"" ที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 1 พันล้านเหรียญ และล่าสุดเรื่อง ""Inception"" เฟย์ยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์ยอดนิยมของบ็อกซ์ ออฟฟิศ เรื่อง "Clash of the Titans" และภาพยนตร์แนวคอมเมดี้เรื่องดังของทอดด์ ฟิลลิปส์ เรื่อง "The Hangover" ที่กลายเป็นภาพยนตร์เรท R ที่กวาดรายได้สูงสุดตลอดกาล และภาพยนตร์ของเบ็น เอฟเฟล็ค เรื่อง ""The Town""
ก่อนมาร่วมงานที่ Legendary เฟย์เคยเป็นประธานแห่ง Centropolis Entertainment หนึ่งในบริษัทผลิตภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในวงการฮอลลีวูด ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง Centropolis ได้ผลิตภาพยนตร์ที่กวาดรายได้จากบ็อกซ์ ออฟฟิศทั่วโลกไปเกือบ 1.5 พันล้านเหรียญ ได้แก่ เรื่อง ""The Patriot"" นำแสดงโดย เมล กิ๊บสัน และภาพยนตร์เรื่องดัง ""Independence Day"" โดยในช่วงที่มีการฉายภาพยนตร์ได้ขึ้นเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินได้สูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับ 2 กวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 800 ล้านเหรียญ
ภายใต้การควบคุมของเขา บริษัทยังประสบความสำเร็จด้านการพัฒนาธุรกิจด้านบันเทิงดิจิตอล เช่น Centropolis Effects บริษัททำวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ระดับแถวหน้า และ mothership.com องค์กรออนไลน์ด้านไซ-ไฟที่ถูกขายสู่ USA Networks เมื่อเดือนมิถุนายน 2000

 

คอลลัม แม็คโดกัล

คอลลัม แม็คโดกัล (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งของ Eighth Wonder Pictures ที่มีการพัฒนาโปรเจ็กต์ภาพยนตร์และทางทีวีหลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์จากทีวีซีรี่ส์เรื่องดังของชาวอังกฤษ เรื่อง “The Professionals”
แม็คโดกัลยังเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ที่กำลังจะเข้าฉาย เรื่อง “Skyfall” กำกับโดย แซม เม็นเดส ก่อนหน้านี้เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ทั้งหมด อาทิเช่น “Casino Royale” และ “Quantum of Solace” นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์เรื่อง “Harry Potter and the Prisoner of Azkaban” ภาพยนตร์ตอนที่ 3 ของแฟรนไชส์เรื่องดัง
แม็คโดกัลเข้าสู่วงการภาพยนตร์เมื่อปี 1979 โดยเริ่มจากการเป็นเด็กเดินเอกสารและได้กลายเป็นผู้ช่วยผู้กำกับกอง 3 ในภาพยนตร์เรื่อง “Pink Panthers” ทั้งสองเรื่องและ “Monty Python’s The Meaning of Life” รวมถึงภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ เขาได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับกอง 2 โดยเขาได้ร่วมงานในภาพยนตร์ผลงานทางทีวีมากกว่า 20 เรื่อง ได้แก่ ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ตอน “The Living Daylights” และ “Licence to Kill”; “Air America”; “Gothic”; “The Muppet Christmas Carol”; “The Witches” และซีรี่ส์ทางทีวีของ Lucasfilm ที่ได้รับรางวัล เรื่อง “The Young Indiana Jones Chronicles” ที่เขาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองถ่ายย่อย (UPM)
ชื่อเสียงของเขาในฐานะ UPM ได้แก่ ในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ตอน “Goldeneye” และ “Tomorrow Never Dies” รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง “101 Dalmatians,” “Fierce Creatures” และหนังสั้นเรื่อง “Alien Love Triangle” นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้บริหารที่ดูแลด้านการผลิตให้โปรเจ็กต์ภาพยนตร์หลายเรื่องของ DNA Films เช่น “Beautiful Creatures,” “Strictly Sinatra” และ “The Final Curtain”
แม็คโดกัลเริ่มอาชีพด้านการผลิตภาพยนตร์ด้วยการเป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์ เรื่อง “The Beach” และ “Die Another Day” เขายังอำนวยการสร้างภาพยนตร์อินดี้แนวคอมเมดี้ เรื่อง “The Parole Officer”

 

เควิน เดอ ลา นอย

เควิน เดอ ลา นอย (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เคยเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์ เรื่อง “Clash of the Titans” รวมถึงภาพยนตร์เรื่องดังของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง “The Dark Knight” เขายังร่วมอำนวยการสร้างในภาพยนตร์แนวดราม่าเกี่ยวกับประวัติการก่ออาชญากรรม ผลงานของไมเคิล แมนน์ เรื่อง “Public Enemies” นำแสดงโดย จอห์นนี่ เดปป์ ที่รับบทเป็น จอห์น ดิลลินเกอร์ อาชญากรแห่งตำนาน ตอนนี้เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์ที่ได้รับความคาดหวังอย่างสูง เรื่อง “The Dark Knight Rises” ภาพยนตร์ไตรภาคของ Batman ตอนล่าสุดของผู้กำกับโนแลน มีกำหนดเปิดตัว 20 กรกฎาคม 2012
ผลงานการสร้างของเดอ ลา นอยที่มีชื่อเสียงเรื่องอื่นๆ ได้แก่ การทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารเรื่อง “Blood Diamond” นำแสดงโดยลีโอนาโด ดิคาปริโอ, เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ และไจมอน ฮอนซูภายใต้การกำกับของเอ็ดเวิร์ด ซวิค ก่อนหน้านี้เขาเคยร่วมงานกับซวิคในฐานะของผู้จัดการกองถ่ายย่อยของเรื่อง “The Last Samurai” เดอ ลา นอยยังเป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างในภาพยนตร์ระทึกขวัญแนวไซ-ไฟของริชาร์ด ดอนเนอร์ เรื่อง “Timeline” และเป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างในภาพยนตร์แนวดราม่าเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้รับรางวัลของสตีเฟ่น สปีลเบิร์ก เรื่อง “Saving Private Ryan”
นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้จัดการกองถ่ายย่อยในภาพยนตร์ยอดนิยม เช่น “Ali,” “Titanic,” “Braveheart,” “Mission: Impossible” และ “Mission: Impossible II” ผลงานภาพยนตร์ของเขายังรวมถึงการทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมด้านการผลิต เรื่อง “The Power of One” และเป็นผู้จัดการด้านสถานที่ในภาพยนตร์ เรื่อง “The Ghost and the Darkness,” “Black Beauty,” “The Secret Garden” และ “1492: Conquest of Paradise” เขายังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้ภาพยนตร์อีกหลายเรื่องด้วย

 

หลุยส์ เลเทอร์เรียร์

หลุยส์ เลเทอร์เรียร์ (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) ตอนนี้กำลังกำกับภาพยนตร์ระทึกขวัญเกี่ยวกับอาชญากรรม เรื่อง “Now You See Me” นำแสดงโดย วูดดี้ แฮร์เรลสัน, อิสล่า ฟิชเชอร์, เจสซี่ ไอเซ็นเบิร์ก และ มอร์แกน ฟรีแมน ก่อนหน้านี้เขาเคยกำกับภาพยนตร์ที่ฮิตไปทั่วโลก เรื่อง “Clash of the Titans” นำแสดงโดย แซม เวอร์ธิงตัน, เลียม นีสัน และ ราล์ฟ ฟีนส์ ที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 493 ล้านเหรียญ
ก่อนหน้านี้เลเทอร์เรียร์ควบคุมภาพยนตร์เรื่อง “The Incredible Hulk” ที่สร้างอิงมาจากหนังสือการ์ตูน Marvel นำแสดงโดย เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน, ทิม ร็อธ, ลิฟ ไทเลอร์ และ วิลเลียม เฮิร์ต; ภาพยนตร์แอ็คชั่น เรื่อง “Unleashed” นำแสดงโดย เจ็ต ลี, มอร์แกน ฟรีแมน และ บ็อบ ฮอสกินส์ และภาพยนตร์เรื่อง “The Transporter” กับ “Transporter 2” ที่เขียนบทและอำนวยการสร้างโดยลุค เบสสันทั้ง 2 เรื่อง นำแสดงโดย เจสัน สตาแธม
เลทเทอร์เรียร์เกิดที่ปารีส เขาปรับปรุงพัฒนาความรักด้านภาพยนตร์ตั้งแต่ช่วงเด็กๆ เขาคว้ารางวัลหนังสั้นมาแล้วหลายเรื่องก่อนที่จะอายุ 18 ปี เขาย้ายจากฝรั่งเศสเพื่อมาศึกษาด้านภาพยนตร์ที่ Tisch School of the Arts แห่ง New York University อันทรงเกียรติ เขาเคยำทหน้าที่เป็นผู้ช่วยการผลิตหรือผู้ช่วยผู้กำกับกอง 2 ในภาพยนตร์เรื่อง “Alien: Resurrection” กำกับโดยเพื่อนร่วมชาติของเขา ยัง-ปิแอร์ จาโนต์; มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งประวัติศาสตร์ของลุค เบสสัน เรื่อง “The Messenger: The Story of Joan of Arc” และ “Asterix & Obelix Meet Cleopatra” ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนและกำกับโดย อเลน ชาแบต

 

เบ็น เดวิส

เบ็น เดวิส (ผู้กำกับภาพ) ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์ของไมเคิล ฮาฟสตรอม เรื่อง “The Rite,” ภาพยนตร์ของสตีเฟ่น เฟียร์ส เรื่อง “Tamara Drewe,” ภาพยนตร์ของแมทธิว วอน เรื่อง “Kick Ass,” ภาพยนตร์ของเจอรัลด์ แม็คมอร์โรว์ เรื่อง “Franklyn,” ภาพยนตร์ของชารอน มาไวร์ เรื่อง “Incendiary” และภาพยนตร์ของปีเตอร์ เว็บเบอร์ เรื่อง “Hannibal Rising” ผลงานของเดวิสยังปรากฏให้เห็นในหนังสั้น เรื่อง “The Tonto Woman” ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award® ในปี 2008 สาขาหนังสั้นไลฟ์แอ็คชั่นยอดเยี่ยม
ตอนนี้เดวิสกำลังสร้างผลงานในภาพยนตร์ของจอห์น แมดเด็น เรื่อง “The Best Exotic Marigold Hotel” ซึ่งเป็นการร่วมงานกันครั้งที่ 2 ของเขากับผู้กำกับที่ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกันในเรื่อง “The Debt”

 

ชาร์ลส วูด

ชาร์ลส วูด (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) เริ่มอาชีพในวงการภาพยนตร์เมื่อปี 1991 ในฐานะของผู้กำกับศิลป์วิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ เขาสร้างผลงานในโปรเจ็กต์ภาพยนตร์อย่าง “The Fugitive,” ภาพยนตร์ของปีเตอร์ ไวร์ เรื่อง “Fearless,” “Under Siege” และ “Army of Darkness” เขาได้เปลี่ยนสู่การออกแบบตั้งแต่ที่ได้ร่วมงานในหลากหลายโปรเจ็กต์ตั้งแต่ภาพยนตร์ของสตูดิโอใหญ่ๆ ไปจนถึงภาพยนตร์แนวอินดี้ ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของโจ คาร์นาฮาน เรื่อง “The A Team”; ภาพยนตร์ของแอนดี้ เทนเนนต์ เรื่อง “Fool’s Gold”; ภาพยนตร์ของไมเคิล แอปเท็ด เรื่อง “Amazing Grace”; “Flyboys” กำกับโดย โทนี่ บิล; “Laws of Attraction”; “The Italian Job” กำกับโดย เอฟ. แกรี่ แกรี่; “Get Carter” และ “Mortal Kombat: Annihilation”
วูดได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy Award เมื่อปี 2000 สำหรับภาพยนตร์ทางทีวี เรื่อง “Geppetto” และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Satellite Award เมื่อปี 2007 จากเรื่อง “Amazing Grace”

 

มาร์ติน วอล์ช

มาร์ติน วอล์ช (ผู้ลำดับภาพ) เขาได้รับรางวัล Academy Award® และ American Cinema Editors Eddie Award สำหรับผลงานในภาพยนตร์ยอดฮิตปี 2002 ที่ดัดแปลงมาจากละครเพลงบรอดเวย์ เรื่อง “Chicago” กำกับโดย ร็อบ มาร์แชล นำแสดงโดย เรเน่ เซลวีเกอร์, แคทเธอรีน ซีต้า-โจนส์ และ ริชาร์ด เกียร์
ในปี 2010 วอล์ชได้ลำดับภาพให้มหากาพย์ภาพยนตร์แนวพีเรียด 2 เรื่อง ได้แก่ “The Prince of Persia: The Sands of Time” กำกับโดย ไมค์ เนเวล อำนวยการสร้างโดย เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ และ “Clash of the Titans” กำกับโดย หลุย์ เลเทอร์เรียร์ วอล์ชได้ร่วมงานกับผู้กำกับเอียน ซอฟต์ลีย์ถึง 3 ครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “Inkheart” นำแสดงโดย เบร็นแดน เฟรเซอร์ และ เฮเลน เมอร์เรน; “Hackers” เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องแรกของแอลเจลีน่า โจลี่ และภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับประวัติของวง the Beatles เรื่อง “Backbeat” วอล์ชยังได้ลำดับภาพยนตร์อีก 3 เรื่องให้ผู้กำกับปีเตอร์ เชลสัน ได้แก่ “The Mighty,” “Funny Bones” และ “Hear My Song”
ผลงานที่มีชื่อเสียงของวอล์ชเรื่องอื่นๆ ได้แก่ ภาพยนตร์ของเจมส์ แม็คทีก เรื่อง “V for Vendetta” อำนวยการสร้างโดยพี่น้องวาชอว์สกี้; ภาพยนตร์ของจูเลียน เฟลโลเวส เรื่อง “Separate Lies”; “Thunderbirds”; ภาพยนตร์ของริชาร์ด ไอร์ เรื่อง “Iris”; “Strictly Sinatra”; “Bridget Jones’s Diary”; “Mansfield Park”; “Hilary and Jackie”; “Welcome to Woop Woop”; “For Roseanna” และ “Feeling Minnesota”

 

เจนี่ เทมิเม

เจนี่ เทมิเม (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) ได้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้ภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง “Harry Potter” มาแล้ว 6 ตอน ล่าสุดเธอได้รับรางวัล Costume Designers Guild (CDG) Award จากผลงานของเธอในภาพยนตร์เรื่อง “Harry Potter and the Deathly Hallows – Part 2” ตอนสุดท้าย โดยเธอได้ผลิตเครื่องแต่งกายให้เรื่อง “Harry Potter and the Prisoner of Azkaban”; “Harry Potter and the Goblet of Fire”; “Harry Potter and the Order of the Phoenix” ที่เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล CDG Award; “Harry Potter and the Half-Blood Prince” และ “Harry Potter and the Deathly Hallows – Part 1”
เทมิเมทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้ภาพยนตร์ 2 เรื่องที่มีกำหนดฉายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ ได้แก่ ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญเจมส์ บอนด์ ผลงานของแซม เม็นเดส ตอน “Skyfall” นำแสดงโดย แดเนียล เครก, ราล์ฟ ฟีนส์ และ จาเวียร์ บาร์เด็ม และภาพยนตร์ระทึกขวัญแนวไซ-ไฟของอัลฟอนโซ่ คัวรอน เรื่อง “Gravity” นำแสดงโดย แซนดร้า บุลล็อค และ จอร์จ คลูนีย์
เทมิเมได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล British Independent Film Award สำหรับการออกแบบเครื่องแต่งกายในเรื่อง “High Heels and Low Lifes” นำแสดงโดย มินนี่ ไดร์เวอร์ ก่อนหน้านี้เธอได้รับรางวัล BAFTA Cymru Award สำหรับผลงานของเธอในภาพยนตร์ของมาณ์ค อีแวนส์ เรื่อง “House of America” และได้รับรางวัล Golden Calf for Best Costume Design ที่งาน Utrecht Film Festival ปี 1995 จากภาพยนตร์ของมาร์ลีน กอร์ริสที่คว้ารางวัล Oscar® เรื่อง “Antonia’s Line”
ผลงานที่มีชื่อเสียงของเธอมีภาพยนตร์ระดับโลกและโปรเจ็กต์ทางทีวีมากกว่า 40 เรื่อง เช่น ภาพยนตร์ของมาร์ติน แม็คโดนอห์ เรื่อง “In Bruges” นำแสดงโดย ราล์ฟ ฟีนส์, โคลิน ฟาร์เรล และ เบร็นดัน กลีสัน; ภาพยนตร์ของคัวรอน เรื่อง “Children of Men” นำแสดงโดย คลิฟ โอเว่น; ภาพยนตร์ของแอ็กเนสก้า ฮอลแลนด์ เรื่อง “Copying Beethoven” นำแสดงโดย เอ็ด แฮร์ริส; ภาพยนตร์ของบีบัน คิดรอน เรื่อง “Bridget Jones: The Edge of Reason” นำแสดงโดย เรเน่ เซลวีเกอร์; ภาพยนตร์ของเวอร์เนอร์ เฮอร์ซ็อก เรื่อง “Invincible” นำแสดงโดย ทิม ร็อธ; ภาพยนตร์ของทอดด์ โคมาร์นิคกี้ เรื่อง “Resistance”; ภาพยนตร์ของมาร์ลีน กอร์ริส เรื่อง “The Luzhin Defense”; ภาพยนตร์ของพอล แม็คกวิแกน เรื่อง “Gangster No. 1”; ภาพยนตร์ของเอ็ดเวิร์ด โธมัส เรื่อง “Rancid Aluminum”; ภาพยนตร์ของไมค์ แวน เดียม เรื่อง “The Character” ที่คว้ารางวัล 1998 Oscar® เมื่อปี 1995 สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม; ภาพยนตร์ของแดนนี่ ดีเปรซ เรื่อง “The Ball”; ภาพยนตร์ของจอร์จ สลูเซอร์ เรื่อง “The Commissioner” และ “Crimetime”; ภาพยนตร์ของเอต เดอ จอง เรื่อง “All Men Are Mortal” และภาพยนตร์ของแฟรนส์ วีสซ์ เรื่อง “The Last Call”

 

นิค เดวิส

นิค เดวิส (ผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ / ผู้กำกับกอง 2) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® และ BAFTA Award สำหรับผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่องดังที่ได้รับคำชม เรื่อง “The Dark Knight” ของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน เดวิดยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA สำหรับผลงานที่ประสบความสำเร็จด้านวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตัน เรื่อง “Charlie and the Chocolate Factory” และภาพยนตร์ Harry Potter สองตอนแรกเรื่อง “Harry Potter and the Sorcerer’s Stone” และ “Harry Potter and the Chamber of Secrets”
เมื่อไม่นานนี้เดวิสเคยเป็นผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์ เรื่อง “Clash of the Titans” ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขาหลังจากนั้น ได้แก่ มหากาพย์ภาพยนตร์ของวูล์ฟแกงค์ ปีเตอร์เซน เรื่อง “Troy” ภาพยนตร์ของจอน เอเมล เรื่อง “Entrapment,” ภาพยนตร์ของเจเรมีห์ เช็คนิค เรื่อง “The Avengers” และภาพยนตร์ของแอนดรูว์ เดวิส เรื่อง “Chain Reaction” เขายังทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ช่วงโพสต์ โพรดักชั่นให้ภาพยนตร์ของโจเอล ชูมัคเกอร์ เรื่อง “Batman & Robin” และ “Batman Forever” อีกด้วย
เดวิสได้ร่วมงานกับทีมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์เรื่องอื่นอีกหลายเรื่อง รวมถึงการทำหน้าที่เป็นผู้สร้างวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์ของเวส คราเว็น เรื่อง “A New Nightmare” และภาพยนตร์ที่กำกับโดยแอนดรูว์ เดวิส เรื่อง “The Fugitive” และ “Under Siege” และเป็นผู้ควบคุมฝ่ายเทคนิคให้ภาพยนตร์จของปีเตอร์ ไวร์ เรื่อง “Fearless”
เดวิสสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์ เอกอังกฤษและรัฐศาสตร์จาก Oxford Brookes University เขาเป็นสมาชิกของ Academy of Motion Picture Arts and Sciences และ BAFTA โดยเขาทำห้นาที่เป็น BAFTA Visual Effects Nomination Committee

 

โคนอร์ โอ’ซัลลิแวน

โคนอร์ โอ’ซัลลิแวน (ผู้ควบคุมด้านการแต่งหน้าเทียม) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award® สำหรับการออกแบบการแต่งหน้าเทียมของเขาที่ช่วยแปลงสภาพ ฮีธ เล็ดเจอร์ ให้เป็น เดอะ โจ๊กเกอร์ ในภาพยนตร์เรื่องดังของคริสโตเฟอร์ โนแลนปี 2008 เรื่อง ""The Dark Knight""
ก่อนหน้านี้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award® สำหรับผลงานของเขาในเรื่อง ""Saving Private Ryan"" เมื่อปี 1999 และสร้างผลงานเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1994 ในเรื่อง ""Baraveheart"" เขารวบรวมประสบการณ์ภายใต้ทีมงานเจ้าของรางวัล Oscar® ลูอิส เบอร์เวล และ ปีเตอร์ แฟรมป์ตัน โอ’ซัลลิแวนได้สร้างผลงานและนำมาปรับใช้การแต่งหน้าเทียมกับภาพยนตร์หลายเรื่อง ได้แก่ ""Clash of the Titans"" ภาคแรก, ""X-Men: First Class,"" ""The Hours,"" ""Quills"" และ ""The Last Samurai."" โอกาสที่ได้แสดงฝีมือในเรื่อง ""The Last Samurai"" ทำให้เขาได้ค้นหาความเป็นไปได้ในเรื่องการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการแต่งหน้า 3 มิติ หลังการพัฒนาและทดลองเป็นเวลา 3 ปี ความคิดที่เป็นต้นกำเนิดสำหรับการใช้ระบบนี้ การแต่งหน้าเทียมสามารถนำมาปรับใช้กับจุดเล็กๆ น้อยๆ ของตำแหน่งกำหนดได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันมีขนาดเล็กลงและแนบเนียนขึ้น ทำให้นักแสดงมีอิสรภาพและแสดงออกได้มากขึ้น หลังจากการใช้หลักการของโอ’ซัลลิแวนในภาพยนตร์ของเวอร์เนอร์ เฮอร์ซ็อก เรื่อง ""Rescue Dawn" คริสเตียน เบลก็ได้แนะนำเขาให้รู้จักกับโนแลน
โอ’ซัลลิแวนเริ่มการปั้นแกะสลักครั้งแรกที่สตูดิโอเครื่องปั้นดินเผาของแม่ตอนอายุ 3 ขวบ เขาทำการปั้นและทาสีมาเรื่อยๆ จนเข้าศึกษาที่โรงเรียนด้านศิลปะและสำเร็จการศึกษาด้านชีววิทยาทางทะเลและสมุทรศาสตร์ หลังการทำงานให้ NASA ที่ Scripps Institute of Oceanography ในซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาจึงเลือกเดินตามความรักด้านงานศิลปะ ทั้งๆ ที่มีปริญญาด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เขาได้พบกับโลกแห่งภาพยนตร์และได้เริ่มทำงานปั้นแกะสลักอย่างจริงจัง รวมถึงได้ศึกษาด้านการแต่งหน้าเทียมพื้นฐานเมื่อปี 1990

 

นีล คอร์โบลด์

นีล คอร์โบลด์ (ผู้ควบคุมสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์) ได้รับรางวัล Academy Award® จากผลงานในมหากาพย์ภาพยนตร์ของริดลีย์ สก็อตต์ เรื่อง “Gladiator” ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA Award และเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® และ BAFTA Award สำหรับสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์ของไบรอัน ซิงเกอร์ เรื่อง “Superman Returns”
คอร์โบลด์เพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA Award ครั้งที่ 7 ในฐานะผู้ควบคุมสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์ของสตีเฟ่น สปีลเบิร์ก เรื่อง “War Horse” ก่อนหน้านี้เขาได้รับรางวัล BAFTA Awards สำหรับภาพยนตร์ของสปีลเบิร์ก เรื่อง “Saving Private Ryan” และภาพยนตร์ของโรแลนด์ เอ็มเมอริช เรื่อง “The Day After Tomorrow” และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากเรื่อง “Vertical Limit” และ “The Fifth Element”
ผลงานเร็วๆ นี้ของคอร์โบลด์ ได้แก่ “Snow White and the Huntsman” และ “Gravity” รายชื่อภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของเขาในฐานะผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ยังรวมถึง เรื่อง “Defiance,” “National Treasure: Book of Secrets,” “Blood Diamond,” “Kingdom of Heaven,” “The Mummy Returns,” “Black Hawk Down” และ “Entrapment”
ในช่วงที่เขาเริ่มอาชีพด้านสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์เขายังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่ เขาได้ประสบการณ์จากภาพยนตร์ของริชาร์ด ดอนเนอร์ เรื่อง “Superman” และได้ร่วมงานในภาพยนตร์ของมาร์ติน กัทเทอริดจ์ เรื่อง “The Elephant Man,” “An American Werewolf in London,” “Superman III,” “Little Shop of Horrors” และ “Amadeus” ในผลงานที่มีชื่อเสียงของเขา เขาเคยร่วมงานในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ 3 ตอน ได้แก่ “A View to a Kill,” “The Living Daylights” และ “Licence to Kill”

 

วีดีโอ

รูปภาพ

Photos Photos Photos Photos Photos Photos Photos Photos Photos
1 2
Photos
1 2

พาร์ทเนอร์

partner4 partner5 partner6 partner7 partner8 partner9

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipisicing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. Ut enim ad minim veniam, quis nostrud exercitation ullamco laboris nisi ut aliquip ex ea commodo consequat. Duis aute irure dolor in reprehenderit in voluptate velit esse cillum dolore eu fugiat nulla pariatur. Excepteur sint occaecat cupidatat non proident, sunt in culpa qui officia deserunt mollit anim id est laborum.

Close

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipisicing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. Ut enim ad minim veniam, quis nostrud exercitation ullamco laboris nisi ut aliquip ex ea commodo consequat. Duis aute irure dolor in reprehenderit in voluptate velit esse cillum dolore eu fugiat nulla pariatur. Excepteur sint occaecat cupidatat non proident, sunt in culpa qui officia deserunt mollit anim id est laborum.

Close

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipisicing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. Ut enim ad minim veniam, quis nostrud exercitation ullamco laboris nisi ut aliquip ex ea commodo consequat. Duis aute irure dolor in reprehenderit in voluptate velit esse cillum dolore eu fugiat nulla pariatur. Excepteur sint occaecat cupidatat non proident, sunt in culpa qui officia deserunt mollit anim id est laborum.

Close

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipisicing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. Ut enim ad minim veniam, quis nostrud exercitation ullamco laboris nisi ut aliquip ex ea commodo consequat. Duis aute irure dolor in reprehenderit in voluptate velit esse cillum dolore eu fugiat nulla pariatur. Excepteur sint occaecat cupidatat non proident, sunt in culpa qui officia deserunt mollit anim id est laborum.

Close

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipisicing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. Ut enim ad minim veniam, quis nostrud exercitation ullamco laboris nisi ut aliquip ex ea commodo consequat. Duis aute irure dolor in reprehenderit in voluptate velit esse cillum dolore eu fugiat nulla pariatur. Excepteur sint occaecat cupidatat non proident, sunt in culpa qui officia deserunt mollit anim id est laborum.

Close
VISIT SITE

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipisicing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. Ut enim ad minim veniam, quis nostrud exercitation ullamco laboris nisi ut aliquip ex ea commodo consequat. Duis aute irure dolor in reprehenderit in voluptate velit esse cillum dolore eu fugiat nulla pariatur. Excepteur sint occaecat cupidatat non proident, sunt in culpa qui officia deserunt mollit anim id est laborum.

Close
Billing Block X

 

Please enable JavaScript to view this site correctly.

March 30